Vogue Korea : May 2010
ใบหน้าใสซื่อราวกับเด็กน้อยของเขาที่ทุกคนไม่เคยพบ จะถูกฉายให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องของแรกของเขา Into the Fire แร็ปเปอร์หนุ่มที่ทุกคนเคยเห็น การแร็ปฟรีสไตล์พร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทได้สร้างโอกาสให้เขาก้าวขึ้นไปอีกขั้นในวงการ นั่นคือการแสดงภาพยนตร์
หมอกหนาจัดกำลังลอยตัวท่ามกลางป่าทึบเขียว เสียงกลองที่แว่วลอยมา ในโลกทีแปลกปลอมและโดดเดี่ยวเช่นนี้ สันติภาพที่บิดเบี้ยวได้พังลงแล้วที่นี่ 'ดังกระหน่ำ' นี่เป็นคำเดียวที่จะจำกัดความเสียงนี้ได้โดยออสการ์ ตัวละครในนิยายของ Gunter Gras. 'บทสนทนาของแมลงเม่าและหลอดไฟ' เป็นอาวุธเดียวที่ทำให้ความอ่อนแอสามารถต่อสู้กับโลกที่โหดร้ายนี้ได้
ท็อปยืนตีกลองอยู่เงียบๆ สันคางที่โดดเด่นออกมานั้นเผยชัดถึงความเป็นหนุ่ม รอยย่นระหว่างคิ้วที่แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ ริมฝีปากเม้มปิดแน่น แต่นัยน์ตาสีดำสนิทของเขายังคงไม่ปิดลงตามไป แววตาของเขาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเลียนแบบได้เลยจริงๆ
"ผมคิดว่าเพราะความคิดของผมมันค่อนข้างซํบซ้อนกว่าคนอื่น ตอนที่เด็กคนอื่นกำลังวิ่งเล่นในสนาม ผมจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเองที่บ้าน ตั้งแต่เด็กแล้วครับ การแต่งเพลงและการแร็ปเป็นของเล่นชิ้นเดียวของผม ความอ้างว้างและเด็ดเดี่ยวกลายมาเป็นเหมือนพลังให้กับผมที่สะสมเอาไว้เรื่อยๆ และมันจะออกมาในเวลาที่ผมต้องการจะใช้ ตอนที่ผมขึ้นไปอยู่บนเวทีครั้งแรก ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีตรงนั้น แต่ก็ไม่เคยชะล่าใจนะครับ ผมไม่เคยใช้มันไปกับสิ่งไร้สาระ"
สำหรับเขา เหตุผลที่ท็อปเลือก Into the Fire เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขานั้นง่ายมาก
"มันเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอย่างไม่มีเหตุผล ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีผมน่ะครับ"
หลังจากได้เห็นท็อปในชุดสูท กำลังร้องเพลงเดี่ยวของเขาในคอนเสิร์ตเดี่ยวของบิ๊กแบง จางแทวอง ตัวแทนบริษัทก็ส่งบทให้เขาทันที มันเป็นบทหนังเรื่อง Into the Fire เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่น่าเศร้าจากโปฮัง (สิงหาคม 1950) ที่ถูกเล่าผ่านสายตาของเด็กหนุ่มอายุ 17 ภาพยนต์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากจดหมายหนึ่งร้อยฉบับที่ถูกส่งมาจากนักเรียนทหาร ลีวูกึน ถึงแม่ของเขา ท็อปจะเล่นในบทของโอจางบอม นักเรียนทหารผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมดในเรื่องนี้
"แม่ครับ ผมฆ่าคน" เขาเริ่มจดหมาย
"ผมคิดไม่ออกเลย อะไรบางอย่างแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แฟนๆที่เด็กกว่าผมเข้าใจแค่ว่าเป็นบทของนักเรียนทหารที่เป็นส่วนหนึ่งของของเรื่องนี้เท่านั้น ผมอยากจะบอกความจริงของประวัติศาสตร์ เหตุผลที่ผมแร็ปและทำเพลงฮิพฮอพมาตั้งแต่เด็ก ก็เพราะว่าผมอยากจะบอกเรื่องราวของผม ในยุคที่นักร้องไอดอลมีมากมายแบบนี้ ผมควรทำบางอย่างที่มีความหมายมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขา" ท็อปเขียนลงไปในกระดาษ ราวกับว่าเขาเป็นโอจางบอมในยุคปัจจุบัน
ใบหน้าใสซื่อราวกับเด็กน้อยของเขาที่ทุกคนไม่เคยพบ จะถูกฉายให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องของแรกของเขา Into the Fire แร็ปเปอร์หนุ่มที่ทุกคนเคยเห็น การแร็ปฟรีสไตล์พร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทได้สร้างโอกาสให้เขาก้าวขึ้นไปอีกขั้นในวงการ นั่นคือการแสดงภาพยนตร์
หมอกหนาจัดกำลังลอยตัวท่ามกลางป่าทึบเขียว เสียงกลองที่แว่วลอยมา ในโลกทีแปลกปลอมและโดดเดี่ยวเช่นนี้ สันติภาพที่บิดเบี้ยวได้พังลงแล้วที่นี่ 'ดังกระหน่ำ' นี่เป็นคำเดียวที่จะจำกัดความเสียงนี้ได้โดยออสการ์ ตัวละครในนิยายของ Gunter Gras. 'บทสนทนาของแมลงเม่าและหลอดไฟ' เป็นอาวุธเดียวที่ทำให้ความอ่อนแอสามารถต่อสู้กับโลกที่โหดร้ายนี้ได้
ท็อปยืนตีกลองอยู่เงียบๆ สันคางที่โดดเด่นออกมานั้นเผยชัดถึงความเป็นหนุ่ม รอยย่นระหว่างคิ้วที่แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ ริมฝีปากเม้มปิดแน่น แต่นัยน์ตาสีดำสนิทของเขายังคงไม่ปิดลงตามไป แววตาของเขาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเลียนแบบได้เลยจริงๆ
"ผมคิดว่าเพราะความคิดของผมมันค่อนข้างซํบซ้อนกว่าคนอื่น ตอนที่เด็กคนอื่นกำลังวิ่งเล่นในสนาม ผมจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเองที่บ้าน ตั้งแต่เด็กแล้วครับ การแต่งเพลงและการแร็ปเป็นของเล่นชิ้นเดียวของผม ความอ้างว้างและเด็ดเดี่ยวกลายมาเป็นเหมือนพลังให้กับผมที่สะสมเอาไว้เรื่อยๆ และมันจะออกมาในเวลาที่ผมต้องการจะใช้ ตอนที่ผมขึ้นไปอยู่บนเวทีครั้งแรก ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีตรงนั้น แต่ก็ไม่เคยชะล่าใจนะครับ ผมไม่เคยใช้มันไปกับสิ่งไร้สาระ"
สำหรับเขา เหตุผลที่ท็อปเลือก Into the Fire เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขานั้นง่ายมาก
"มันเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอย่างไม่มีเหตุผล ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีผมน่ะครับ"
หลังจากได้เห็นท็อปในชุดสูท กำลังร้องเพลงเดี่ยวของเขาในคอนเสิร์ตเดี่ยวของบิ๊กแบง จางแทวอง ตัวแทนบริษัทก็ส่งบทให้เขาทันที มันเป็นบทหนังเรื่อง Into the Fire เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่น่าเศร้าจากโปฮัง (สิงหาคม 1950) ที่ถูกเล่าผ่านสายตาของเด็กหนุ่มอายุ 17 ภาพยนต์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากจดหมายหนึ่งร้อยฉบับที่ถูกส่งมาจากนักเรียนทหาร ลีวูกึน ถึงแม่ของเขา ท็อปจะเล่นในบทของโอจางบอม นักเรียนทหารผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมดในเรื่องนี้
"แม่ครับ ผมฆ่าคน" เขาเริ่มจดหมาย
"ผมคิดไม่ออกเลย อะไรบางอย่างแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แฟนๆที่เด็กกว่าผมเข้าใจแค่ว่าเป็นบทของนักเรียนทหารที่เป็นส่วนหนึ่งของของเรื่องนี้เท่านั้น ผมอยากจะบอกความจริงของประวัติศาสตร์ เหตุผลที่ผมแร็ปและทำเพลงฮิพฮอพมาตั้งแต่เด็ก ก็เพราะว่าผมอยากจะบอกเรื่องราวของผม ในยุคที่นักร้องไอดอลมีมากมายแบบนี้ ผมควรทำบางอย่างที่มีความหมายมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขา" ท็อปเขียนลงไปในกระดาษ ราวกับว่าเขาเป็นโอจางบอมในยุคปัจจุบัน











