Flag Counter

free counters

Teddy in real life. Young to the bae. G to the D.

And they are in the same room! Let's hail my boys BIGBANG!

Meet Aliens from Mato Planet!

My beloved rookies group of year 2012. They are Best.Absolute.Perfect. B.A.P

Tablo, Mitha Jin, and Tukultz.

EPIK HIGH, everything about them is EPIK.

Perfect Human Being is here.

T.O.P aka Choi Seung Yong, black chocolate and almond voice of BIGBANG.

BIGBANG Still Alive.

We'll be more than they'll ever be.

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ year: 2011 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ year: 2011 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แดซองพูดถึงศรัทธาของเขาและ G-Dragon ในบทสัมภาษณ์ล่าสุด



ที่โบสถ์ประจำของแดซอง ชามยุนกันได้เข้าไปหาเขาเพื่อสัมภาษณ์ จังหวะที่จะเข้าไปหาค่อนข้างยาก หลายเดือนแล้วที่ทั้งโลกช๊อกจากอุบัติเหตุของเขา แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ปรากฎตัวพร้อมกับเพื่อนร่วมวง เขาไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ ชามยุนกันบอกเขาว่า "เราไม่คิดว่าการสัมภาษณ์จะเกิดขึ้นเพราะคนอยากให้เกิด มันจะเกิดต่อเมื่อพระเจ้าคิดว่าถึงเวลาสมควร" หลังจากนั้นไม่กี่วันแดซองก็ตอบว่า "ผมตกลงครับ"

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2, 2011 หลังจากสวดอวยพรเสร็จ ชามยุนกันก็เข้าไปพบสมาชิกโบสถ์คังแดซองและสัมภาษณ์เขา อ่านบทสัมภาษณ์ด้านล่างเลยครับ



เกือบปีแล้วสินะครับที่เราไม่ได้สัมภาษณ์คุณ มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะเลย คุณเตรียมตัวรับมันยังไงครับ?
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่โบสถ์ครับ ผมมาช่วยงานทุกวันธรรมดาเลย ผมมักมาพบปะกับกลุ่มประจำ(Hepzibah)ของผมเสมอ


คุณคงใช้เวลาอยู่กับโบสถ์มาสักพักแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?
หลายอย่างมันอึดอัดมากขึ้นหลังจากอุบัติเหตุครับ ผมคิดในใจว่า 'ถ้าผมสูญสิ้นศรัทธาไป ป่านนี้ผมอาจจะทำอะไรที่เลวร้ายลงไปก็ได้' หลังจากวันคืน 3-4 วันที่ยากลำบากของผม ผมได้ตัดสินใจว่าอยากมาหาหัวหน้าบาทหลวงที่โบสถ์ ผมถามหัวหน้ากลุ่มของเราว่ามาได้ไหม เขาเลยชวนผมมาด้วย ตอนที่เขาเจอผม เขาเข้ามาให้กำลังใจและปลอบผมจนผมรู้สึกถึงความสงบในใจ และเมื่อผมเริ่มใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในโบสถ์มันก็เริ่มเป็นที่ๆปลอบโยนผมเสมอ

คุณหมายความว่ายังไงที่บอกว่าจะทำอะไรเลวร้ายลงไปหากสิ้นศรัทธา?

ดาราหลายคนมักฆ่าตัวตาย และตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงกล้าทำ ผมจะไม่บอกว่าผมเคยคิดถึงมัน แต่ถ้าหากผมไม่มีศรัทธาต่อพระองค์แล้วผมอาจจะเดินตามทางนั้นไปก็ได้ ดังนั้นผมจึงรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ให้แรงศรัทธาแก่ผม ทุกคอมเม้นต์ที่ผมเห็นในเน็ตฉีกป่นหัวใจผม ที่เจ็บปวดที่สุดคือคนเริ่มเรียกผมว่าไอ้ฆาตรกร ทุกครั้งที่ผมเดินออกไปข้างนอก ผมรู้สึกเหมือนคนกำลังจ้องผมราวกับผมเป็นฆาตรกร


คุณรู้สึกปลอดภัยภายในกำแพงโบสถ์หรือ?
พูดตามตรงก็จริงครับ ผมไม่อยู่ในสภาพที่จะพบปะพูดคุยกับคนอื่น แต่ผมรู้สึกอบอุ่นเมื่อมาที่นี่ ตอนที่ผมอยู่ที่ห้องพักผมรู้สึกกังวลมากและกินอะไรไม่ได้เลย ผมจึงมาที่โบสถ์ ทุกครั้งที่ผมอยากใช้สมอง ผมจะมาที่นี่  ความคิดที่มักเกิดกับผมได้หายไปและไม่ทรมานผมเมื่อผมอยู่ที่โบสถ์


แม้ว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็บอกว่าเขารู้สึกถึงความสงบเมื่อมาที่โบสถ์ คุณคิดว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?
ถ้าคุณเป็นสมาชิกของโบสถ์คุณจะเข้าใจครับ บางทีผมรู้สึกว่าอยู่ที่โบสถ์สบายใจกว่าอยู่ที่บ้าน ผมอ่านคอมเม้นต์ในเน็ตแล้วเจอคนที่ไมใช่คริสเตียนแต่ให้กำลังใจและความมั่นใจแก่ผมโดยใช้เวลาอยู่ในโบสถ์ ผมรู้สึกซึ้งใจมากครับ

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

[FanAccount] LG Mini Big Concert




ฉันคิดว่าฉันควรจะเขียนสิ่งที่เห็นในวันนี้ ถ้าฉันเขียนสิ่งที่ฉันได้เห็นจริงๆ มันอาจจะทำให้ทุกคนเศร้าก็ได้


ควอนจียงปรากฎตัวออกด้วยแว่นดำและชุดสึดำ พอหลังจากนั้นเขาถอดแว่นออกและใส่หมวก เราต่างทึ่งที่ได้เห็นเขา! แต่ว่าเขาดูอ่อนแอมากตอนที่ทักทายพวกเรา อาจจะเป็นฉันคนเดียวที่คิดแบบนั้นก็ได้ ในความคิดของฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่รับผลกระทบจากอุบัติเหตุของแดซองมากที่สุดและเขาไม่สนใจปกปิดความเศร้าของตัวเองเลย บางทีนี่อาจจะไม่เกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบในฐานะลีดเดอร์ก็ได้ อย่างไรก็ตามฉันรู้สึกว่าเขายิ้มน้อยมาก แม้จะยิ้มก็ยิ้มแค่แป๊บเดียว

ระหว่างการตอบคำถาม QA บางคำถามที่ MC ถามนั้น เธอจะให้ BB เลือกแฟนๆตอบแทน ฉันเห็นป้าย ซึงรีอา เธอเยี่ยมที่สุด้วย เมื่อถึงตาจีดราก้อนเลือก เขาก็บอกว่า”ให้แฟนของซึงรีตอบเถอะครับ” ฉันดีใจมากเลยตอนนั้น (เพราะฉันชอบ Gri) แต่กลายเป็นว่าฉันเห็นซึงรีโบกไม้โบกมือให้แฟนๆ เอาป้ายลง เอาป้ายลง!จากนั้นเขาก็เลื่อนมือไปหลังคอและสะบัดมือ ทำสัญญาณให้แฟนๆเอาป้ายลง นั่นเป็นสาเหตุที่ฉันไม่ได้เห็นป้ายอีกและเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มหดหู่ลง


วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

[Trans] แดซองขอโทษครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายและพร้อมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย



ตามรายงานข่าวของ Dispatch เมื่อคืนวันพฤหัสแดซองได้ไปงานศพของผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารและขอโทษกับเหล่าสมาชิกครอบครัว ครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายกล่าวกับ Dispatch ว่า "แดซองมาเยี่ยมเมื่อไม่นานนี้(คืนวันพฤหัส)กับเจ้าหน้าที่ของ YG เราได้รับคำขอโทษจากแดซองและ YG และพูดคุยเกี่ยวกับการจัดการพิธีฝังศพด้วย"

แดซองเดินทางมาร่วมงานประมาณ 4 ทุ่มครึ่งของวันที่ 2 มิ.ย.กับเจ้าหน้าที่ของ YG อีก 5 คน และทนายความ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแดซองขอโทษเรื่องอุบัติเหตุครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อมีสมาชิกครอบครัวบางคนอยากได้ยินคำขอโทษโดยตรงจากเขา "แดซองอยู่ในสภาวะโศกเศร้าอย่างหนัก ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ของ YG ขอโทษพวกเราแต่แดซองพูดอะไรไม่ออก ครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายขอให้แดซองขอโทษอย่างเป็นทางการด้วย เขาจึงขอโทษและโค้งคำนับกับพ่อแม่และสมาชิกแต่ละคน" หนึ่งในสมาชิกครอบครัว(นามแฝง A)เอ่ยกับ Dispatch

[Trans] Rest In Peace...


"หลับให้สงบเถอะ 
VIP เราเชื่อแดซองกันใช่มั้ย ถ้าเชื่อมั่น จงรอ 
 อย่าบอกให้เค้าหยุดร้อง 
 เพราะคนที่สูญเสียมากที่สุดคือครอบครัวของผู้เสียชีวิต 
RIP..."

From: BIGBANG's Naver Fancafe
Translated by: TOPTOPIA
Thai Translated by: Icys

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

[Trans] ครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายออกมาพูดเกี่ยวกับอุบัติเหตุของแดซอง #wesupportdaesung



ตามข่าวร้ายของสมาชิกบิ๊กแบงแดซองและการเสียชีวิตของผู้ขี่รถ จยย. นายฮยอน(วัย 30 ปี) วันนี้สมาชิกครอบครัวของฮยอนมารวมตัวกันเพื่อจัดพิธีศพ

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ในตอนบ่ายครอบครัวของฮยอนรวมตัวกันที่พิธีศพที่จัดขึ้นที่โซล เพื่อรำลึกถึงสมาชิกครอบครัวอันเป็นที่รัก ภายในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้าท่ามกลางญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง

ระหว่าง งาน ญาติของเค้าได้เปิดเผยเรื่องอุบัติเหตุของฮยอนเป็น ครั้งแรก โดยขอใช้ชื่อนามแฝงว่า A คุณ A ได้ตกลงที่จะให้สัมภาษณ์กับ "Dispatch" ว่า "หลังจากที่ได้รู้เรื่องอุบัติเหตุ ฉันช็อคมาก ตั้งแต่ฮยอนยังเล็กๆชั้นเลี้ยงเค้าเหมือนลูกตัวเองมาตลอด พอได้ยินว่าเค้าเสียชีวิตทั้งๆที่อายุยังน้อย... มันเจ็บปวดมากค่ะ"

เรายังได้พบพี่ชายของฮยอนในงานด้วย เค้าไม่สามารถพูดอะไรได้ ครอบครัวของเค้าบอกว่า "เค้าโตมากับน้องชายคนนี้ตลอด เราพาเค้ามางานศพเมื่อตอนเช้า ฮยอนเป็นน้องเพียงคนเดียวของเค้า จึงถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับเค้าค่ะ"

[Trans] สัมภาษณ์คุณคิม คนขับรถแท็กซี่ พยานเพียงหนึ่งเดียว

โดย Vipthaisub เมื่อ 1 มิถุนายน 2011 เวลา 17:18 น.
 
จากกระแสวิพากวิจารณ์และการติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนตร์ของแดซอง ทางเราได้มีโอกาสสัมภาษณ์พยานเพียงหนึ่งเดียวในเหตุการณ์ นายคิม คนขับรถแท็กซี่ วัย 45 ปี ที่โรงพยาบาล ซึ่งถึงแม้จะยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวเนื่องจากอุบัติเหตุดังกล่าว คุณคิมยังย้ำด้วยว่า “ข่าวที่รายงานออกไปนั้นผิดพลาด”

ข่าวลือต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่พบว่าพาหนะของผู้ขับขี่รถจักรยานต์อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และผู้ขับขี่ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุของเขาและแดซอง ขณะเดียวกัน คุณคิมกล่าวว่า “ฮยอน (ผู้ขับขี่รถจักรยานต์) มีเลือดออกจำนวนมากอยู่ก่อนแล้ว ผมคาดว่าน่าจะมีอุบัติร้ายแรงเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ผมและแดซองจะมาถึง”

Q: ตอนนี้ คนให้ความสนใจกับประเด็นการเสียชีวิตของผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์ว่าเป็นเพราะแดซองหรือไม่
คิม: แดซองเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการครั้งนี้ ดูเหมือนว่าผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักอยู่แล้ว จากอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ ตัวเขาอยู่ห่างจากรถจักรยานน์ประมาณ 30 เมตร และคุณคงต้องบอกว่ามันน่ากลัวมาก ถ้าหากได้เห็นสภาพของเขากับตา ตรงที่เขานอนอยู่มีเลือดนองพื้นเต็มไปหมด และที่ศีรษะมีเลือดไหลออกเยอะมาก บางทีอาจเพราะจากแรงกระแทก พบหมวกกันน็อคของเขาตกอยู่ ซึ่งตำรวจเป็นผู้พบในภายหลัง ความเสียหายนั้นร้ายแรงมากจริงๆ

Q: คุณสังเกตเห็นรถมอเตอร์ไซค์ แต่แดซองนั้นไม่ทราบจึงขับผ่านฮยอนมาแล้วชนกับแท็กซี่
คิม: เหตุผลที่ว่าทำไมแดซองไม่สามารถหักหลบได้ นั่นเพราะว่ามีรถคันอื่นอยู่ข้างหน้ารถของแดซองครับ ผมเปิดไฟฉุกเฉินหลังจากที่พบผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้วจอดรถ ซึ่งก่อนที่ผมจะโทรเรียกตำรวจ รถคันอื่นๆมองเห็นฮยอนและเลี่ยงไปใช้เลนถัดไป รถที่ขับตามเขามาซึ่งเป็นรถของแดซอง มีรถคันหน้าหักเลี้ยวและขับเลี่ยงอุบัติเหตุไป  ผมคาดว่าแดซองอาจจะมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วพอรถคันหน้าหักหลบอย่างทันที รถคันหลังไม่รู้หรอกว่าหักหลบอะไร แดซองเองก็อยู่ในสถานะเดียวกัน

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

[Trans] เคลียร์ทุกข่าวลือกับ GD+TOP



ตั้งแต่พวกเค้าได้รับความโด่งดังมากมายทั้งในประเทศเกาหลีและตลาดในต่างประเทศ
บิกแบงก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางของข่าวลือต่างๆๆ
ใน 2 ปีให้หลังมานี้ สมาชิกในวงแต่ละคนต่างก็ทำงานเดี่ยวแยกย้ายกันไป
ดังนั้นจึงมีข่าวลือออกมาว่า พวกเค้า มีปัญหากันเองในวงและมีปัญหาเรื่องรักๆใคร่ๆต่างๆ

คู่หูดูโอยูนิต พิเศษ จีดีและท็อป ได้แบ่งปันความคิดเห็นของพวกเค้าต่อกรณีต่างๆๆในการสัมภาษณ์ล่าสุดนี้กับเรา


Q:สมาชิกในวงแต่ละคนต่างก็มีความแตกต่างกันไปไม่เหมือนกันเลย
ซึ่งด้วยความที่ทั้งคู่มาออกอัลบั้มด้วยกันแบบนี้ ยิ่งทำให้มีข่าวลือในเรื่องของความไม่ลงรอยกันระหว่างสมาชิกในวงเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่เพียงแต่กับบิกแบงเท่านั้นแต่กับวงอื่นๆในวงการแน่นอนว่าย่อมต้องมีข่าวลือเกิดขึ้น


GDTOP :ถึงแม้ว่าเราจะมีความสนใจไปในด้านที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพักผ่อนหรือการทำงานเพลง
แต่เราก็ยังคงเข้าใจความคิดของกันและกันเป็นอย่างดี
ท่านประธานมักจะพูดเสมอว่า "ฉันคิดว่าพวกนายไม่เหมือนกับวงอื่นๆนะ ดูยังไม่ค่อยเป็นมิตรมากพอ"
เป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยเข้าหากันมากต่อหน้ากล้อง ทำให้บุคคลที่ 3 มักจะเข้าใจผิดว่าเราไม่เป็นมิตร
กับสมาชิกในวงก็เหมือนกันเราไม่ค่อยได้แสดงออกว่ารักกัน
เหมือนกับเราไม่ค่อยได้พูดคำว่า "ฉันรักเธอ"ให้สมาชิกในครอบครัวฟังบ่อยๆ ก็เหมือนกันครับ
แต่ว่าในยูนิตพิเศษนี้เราก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนะครับ
เราก็เป็นวงที่มีสมาชิก 2 คนซึ่งก็เป็นความลงตัวที่จะสร้างผลที่แตกต่างออกไปออกมา
ในแบบที่คนสองคนที่มีบุคคลิกที่ต่างกันทำงานร่วมกันครับ

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

[Trans] สัมภาษณ์ Bigbang จาก Star News เมษายน 2011

วงไอดอลชายที่มีสมาชิก 5 คน บิกแบง ไม่ค่อยได้พูดความในใจออกสื่อเท่าไหร่
ในตอนนี้ วงบิกแบงที่ประกอบไปด้วย T.O.P, G-Dragon, Taeyang, Daesung และ Seungri
เพิ่งจะออกอัลบั้ม Special Edition ออกมาซึ่งมีเพลงที่ใช้ในการโปรโมทถึงสองเพลง

มิวสิควีดีโอเพลง love song ถ่ายทำใกล้กับจังหวัด Jeollabuk-do
ซึ่งจริงๆแล้วตามแผนการจะทำการถ่ายทำในวันที่ 7 แต่ระหว่างการถ่ายทำ จู่ๆก็มีฝนตกลงมา
ในการถ่ายทำเอ็มวีในครั้งนี้ พวกเค้านำเครนมาใช้ถึง 4 ตัว

หลังจากที่อัลบั้มพิเศษชุดนี้ปล่อยออกมา พวกเค้าได้ไต่อันดับไปอยู่ที่อันดับ 1 ประจำชาร์ตเพลงต่างๆทันที
ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของคำว่า บิกแบง อีกครั้ง ค่าใช้จ่ายในการผลิค MV เพลง love song นี้
มีมูลค่ามากถึง 200 ล้านวอนซึ่งพวกเค้าได้นำเอาเทคโนโลยีที่ไม่เคยใช้มาก่อนในการถ่าย MV มาใช้ในการถ่ายทำเพลงนี้ด้วย

พวกเค้าได้ใช้กล้องสี่สายมาเป็นกล้องหลักในการถ่ายทำ ซึ่งกล้องชนิดนี้สามารถที่จะ
สังเคราะห์ภาพกราฟฟิกเพื่อที่จะให้ภาพออกมาสมจริงได้มากขึ้น
ทางตันสังกัดของบิกแบง คือวายจีเอนเตอร์เทนเม้นซ์กล่าวว่า
" นี่เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากและใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด
และการถ่ายถอดสดฟุตบอลโลกไม่ก็การแข่งขันโอลิมปิกเท่านั้นครับ"

ในวันนี้ บิกแบงไม่เพียงแต่ถ่ายทำ MV เพลงใหม่เท่านั้นแต่พวกเค้ายังคงจะมาแบ่งปัน เรื่องราวล่าสุดของพวกเค้าแบบสุดพิเศษ
กับ Star news ถึงเรื่องราว เกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ แผนการในอนาคต และเรื่องอีกมากมาย



==================

ตอนที่ 1 รู้สึกประทับใจกับ รายการ " ผมเป็นนักร้อง....ภูมิใจที่ได้เป็นนักร้อง"

Q: อัลบั้ม TONIGHT ในตอนนี้ถูกขายออกไปกว่า 160000 แผ่นแล้ว
และหลังจากที่อัลบั้มนี้ถูกปล่อยออกมาได้เพียง 1 เดือนพวกคุณก็ออกอัลบั้มพิเศษ special edition นี้อีก ทำไมครับ??


GD: เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เราออกมินิอัลบั้มออกมาครับ และผลตอบรับดีมากๆ เรารู้สึกขอบคุณมากเลยครับ
แต่เป็นเพราะว่าเราหายไปนานมากกว่าจะได้มีกิจกรรมออกมาในครั้งนี้
และเราก็อยากจะนำเสนออะไรมากมายที่เราได้เตรียมการเอาไว้ในอัลบั้ม เราจึงออกอัลบั้มชุดพิเศษนี้ออกมาอีก
เพลงที่ใช้โปรโมททั้ง 2 เพลง คือ Stupid Liar และ Love Song รวมถึงเพลงเดี่ยวของแดซอง baby don't cry
สามารถแสดงออกถึงบุคคลิกส่วนตัวของพวกเราได้เป็นอย่างดี
เราได้เดบิวมา 5 ปีแล้วแต่เราคิดว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของเรา
เพราะเราได้ลิ้มรสกับความสนุกและเราตั้งตารอคอยการทำงานในอัลบั้มนี้มากๆตั้งแต่เริ่มแรกเลยทีเดียวครับ


T.O.P: ในเพลง Stupid Liar และเพลง Love Song เราต้องการจะสื่อสารและแสดงออกมาให้เป็นธรรมชาติ
ดังนั้นผมจึงไม่ได้เขียนตาในแบบ smoky eyes ครับ (55555555555)
ในตอนนี้เราจะแสดงให้พวกคุณได้เห็นถึงแง่มุมที่หลากหลายของเราให้มากที่สุด
และดูเหมือนว่าเราจะได้ส่งผ่านความเป็นผู้ใหญ่ไปให้กับคุณด้วยนะครับ


Q: ทำไมครั้งนี้ถึงมีเพลงโปรโมทถึง สอง เพลงครับ ??

GD: เราได้ทำงานร่วมกับพี่เท็ดดี้ในการทำเพลง love song ออกมาครับ
ผมคิดว่ามันคงเหมาะมากกับฤดูใบไม้ผลิเพราะอารมณ์และความรู้สึกในฤดูนี้
มันเข้ากันกับอารมณ์ที่เราต้องการจะส่งผ่านลงไปในเพลงครับ
นอกจากนี้มันยังแสดงออกให้คุณเห็นด้วยว่าเราฟังเพลงจากต่างประเทศมาเยอะทีเดียว
ซึ่งมันสามารถที่จะให้ความรู้สึกใหม่ๆแก่คนฟังเพลงของบิกแบงในตอนนี้ได้นะครับ
ส่วนเพลง stupid Liar มีอารมณ์ เป็นร็อคเล็กๆ ซึ่งเนื้อเพลงเป็นเพลงที่เกี่ยวกับ
ผู้หญิงนอกใจแฟนตัวเองแต่ฝ่ายชายก็ยังคงคิดในแง่ดีอยู่ครับ


TY: สำหรับเพลง Stupid Liar ผมคิดว่าผู้ฟังที่มีอายุหน่อยจะชอบมันนะครับ
เพราะพวกเค้าอาจจะมีประสบการณ์แบบเดียวกับเรื่องราวในเพลง ซึ่ง ตรงนี้จะเป็นจุดขายจุดใหญ่ของเพลงนี้เลยครับ


[Trans] สัมภาษณ์ แดซอง จากนิตยสาร GQ Korea ฉบับเดือนเมษายน 2011





GQ:ผมได้ดูจากตารางงานของคุณที่แฟนๆแจกแจงมานะครับ ตอนนี้คุณถูกประกบเหมือนแซนวิชเลยทีเดียว
ข้างหนึ่งเป็นงานละครข้างนึงเป็นรายการวาไรตี้ แล้วไหนจะงานกับบิกแบงอีกในตอนนี้

DS:ละครเรื่อง what's up ถ่ายทำจบไปแล้วครับ ตอนนี้เลยดีขึ้นนิดนึงครับ
ตอนที่ผมยุ่งมากๆๆ ผมมีเวลานอนหลับแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
และระหว่างที่นอนผมก็จะคิดไปด้วยว่า " อ่า พรุ่งนี้ตอนตื่นต้องลำบากมากแน่ๆเลย


GQ:เมื่อคุณต้องเจอกับ ยามเช้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยแบบนั้น อะไรที่คุณคิดเพื่อที่จะให้ตัวเองมีแรงลุกขึ้นครับ?
DS: เวลาที่คุณยังงัวเงียอยู่ ก็มักจะพูดว่า " ขออีก 5 นาทีครับ ขออีก 5 นาที "
ซึ่งตอนนั้นถ้าผมยังไม่ตื่นและคนที่ปลุกต้องเข้ามาปลุกอีกครั้ง ผมมั่นใจว่าเค้าคงรำคาญนะครับ
ทำให้ผมคิดว่า " เอาละเราตื่นเองดีกว่าที่จะให้คนมาคอยปลุก"
แต่พูดตามตรงนะครับ เป็นเพราะผมและซึงรีเป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดในวง
พวกเรามักจะต้องตื่นขึ้นมาอาบน้ำก่อนใครเพื่อนอยู่แล้ว แล้วคนอื่นๆก็จะทยอยๆๆตื่นขึ้นมา
ดังนั้นเราต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็วครับ


GQ: ต้องพยายามจะไม่บ่นด้วยใช่ไม๊ครับ??
DS:พูดตามตรงนะครับ ผมบ่นมากเลยครับเมื่อก่อน แต่มันมีจุดที่ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไปครับ
คือหลังจากที่ผมประสบกับอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปีก่อน
ก่อนหน้านั้น ผมเล่นละครเพลง เรื่อง Cats เป็นพิธีกร และออกรายการวาไรตี้ และขึ้นแสดงร้องเพลงในนามบิกแบง
ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งมากสำหรับผมดังนั้นผมมักจะบ่นอยู่ตลอดเวลา
แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ผมไม่สามารถลิ้มรสอาหารได้เป็นเดือนๆ
ไม่สามารถสูดดมกลิ่นอะไรได้เป็นเดือนๆ และผมถึงกับพูดไม่ได้ด้วย
ในช่วงเวลานั้น อืม...ผมไม่รู้ว่าคุณจะเขียนลงไปไม๊นะครับ แต่ผมรู้สึกสำนึกผิดมากเลยละครับ

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

[Trans] สัมภาษณ์ GD จากนิตยสาร W Korea ฉบับเดือนเมษายน 2011




W: เมื่อครั้งที่คุณให้สัมภาษณ์เมื่อตอนที่คุณออกอัลบั้มเดี่ยวเมื่อ 2 ปีก่อน สิ่งที่คุณเขียนไว้คือ
" จีดราก้อนไม่ใช่ไอดอล แต่เค้าเป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว" ในตอนที่ฉันได้มาเห็นบิกแบงในครั้งนี้
ฉันก็คิดเหมือนกับที่คุณพูดคือ พวกคุณได้ก้าวผ่านการเป็นไอดอลมาแล้ว

GD: ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้คนมองเราและสถานะของเราจากเมื่อ 2 ปีกับอีก3 เดือนที่ผ่านมามันเปลี่ยนไปแล้ว
เรามีอายุเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ผมรู้สึกอายเล็กๆเมื่อมีคนมาเรียกว่าเป็นไอดอล
ในตอนนี้ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในช่วงทางเดินที่จะกลายเป็นนักดนตรี นะครับ


W: หลังจากเพลง Lies เพลงยอดฮิตที่ได้รับการต้อนรับอย่างท่วมท้น
ในการคัมแบคครั้งนี้ พวกคุณกลับทิ้งสไตล์ในแบบนั้นทิ้งไป
ในฐานะที่เป็นโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มใหม่ครั้งนี้ คุณคิดไม๊ค่ะว่า
จะต้องทำเพลงที่มันแตกต่างไปจากสไตล์เพลงไอดอลที่คุณเคยทำมาก่อน??


GD: ผมคิดครับว่าเราจะต้องดูแตกต่างไป จริงๆเราจะเลือกทางที่ง่ายสำหรับเราก็ได้แต่ผมคิดว่าเราไม่ควรจะทำแบบนั้น
ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนแปลงเพลงที่เรามีอย่างต่อเนื่องซึ่งมันใช้เวลานานมาก
เพลงที่ใช้โปรโมทเพลง tonight เราทำตั้งแต่เมื่อ 1ปีครึ่งที่ผ่านมาและเราใช้เวลาทั้งหมดเพื่อที่จะเปลี่ยนมัน
ในช่วงที่ผมได้หยุดพัก ผมได้ดูรายการเพลงเยอะมาก มันไม่ใช่เรื่องของสไตล์เพลงซะทีเดียว
แต่เพลงทั้งเพลงนั้น มีจังหวะที่เร็วเกินไปทั้งเพลงซึ่งมันทำให้ผมค่อนข้างผิดหวัง
ก่อนหน้านี้เวลาที่ผมฟังเพลงไหน เพลงนั้นจะกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำของผมถึงช่วงเวลานั้นๆ
แต่เดียวนี้เพลงแต่ละเพลงไม่ได้มีกลิ่นอายให้ระลึกถึงไม่มีการทิ้งความทรงจำใดๆให้แก่ผู้ฟังเลย
ซึ่งผมอยากจะทำเพลงที่สามารถทำได้แบบนั้น ขึ้นมา เพลงที่สามารถกลายเป็นเพลงที่มีคนหลายๆคนรักมัน
และกลายเป็นความทรงจำของผู้ฟัง เป็นเพราะเราผ่านกระบวนการแบบนั้นมา ผู้คนก็จะรู้สึกเชื่อมต่อกับอัลบั้มนี้ครับ


[Trans] สัมภาษณ์ แทยัง จากนิตยสาร GQ Korea ฉบับเดือนเมษายน 2011



GQ:เมื่อผมได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับแทยัง คำที่มักจะพบบ่อยมากๆคือคำว่า "ความจริงใจ"และ"ซื่อสัตย์"นะครับ
YB:มันเป็นคำที่ผมมักจะพูดถึงบ่อยๆครับ

GQ: มันได้เข้าไปควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณไม๊ครับ??
YB: ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ มันเหมือนกับเป็นอะไรที่มีมาอยู่แล้วตั้งแต่เกิด เป็นอะไรที่ไม่ใช่จะเปลี่ยนได้ง่ายๆ
เข้าใจไม๊ฮะ??คือผมไม่ได้พยายามที่จะเป็นแบบนี้ แต่ผมคิดว่า มันคือตัวตนของผมนะ


GQ: มีไม๊ครับที่คุณคิดอยากจะเปลี่ยนบุคคลิกของตัวเอง??
คนบางคนก็แค่ทำตามแรงกระตุ้นที่ได้รับมาในขณะที่คุณจะกังวลและคิดล่วงหน้าในทุกสิ่ง
แต่ว่าผลที่ได้ในหลายๆครั้งก็ออกมาดีตลอด

YB:จริงครับ บอกตามตรงนะครับ ผมรู้สึกอยากจะเปลี่ยนบ้างหลังจากที่ผมทำอัลบั้มเดี่ยวชุดล่าสุด
แต่ก้ไม่ได้คิดนานหรือคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรอกครับ มันไม่ใช่ว่า
"เราต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว" แต่ความรู้สึกมันจะเป็นทำนองว่า
" อ่า ไม่ว่าเราจะพยายามอะไรลงไปตอนนี้ อย่างน้อยเราก็รู้สึกมั่นใจในส่วนนี้แล้ว"
ผมรู้สึกว่าผมได้รับความสงบในใจไม่ก็ความมั่นใจเพิ่มขึ้นครับ


GQ: ถือว่าเป็นก้าวที่ ดีขึ้นนะครับ??
YB:ครับ ซึ่งช่วงเวลานั้นถือได้เป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับผม มันไม่ใช่แค่การทำงานเดี่ยวเท่านั้นนะครับ
แต่การที่ผมตระหนักได้ว่ามันเป็นการก้าวผ่านความยากลำบากด้วยตัวเองนั้นเป็นการก้าวหน้าอีกขั้นนึงจริงๆ
ผมเคยที่จะต้องรู้สึกต้องบากบั่นกับสิ่งที่เข้ามาและสิ่งที่ต้องทำ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมดีขึ้นแล้วครับ

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

[Trans] สัมภาษณ์ TOP จากนิตยสาร W Korea ฉบับเดือนเมษายน 2011


 Reduced: 73% of original size [ 700 x 533 ] - Click to view full image


W: การได้เห็นคุณไปออกรายการ talk show ตอนแรกฉันคิดว่าคุณคงเหมาะสมกับภาพลักษณ์ของนักแสดงอย่างเดียว
แต่ที่ไหนได้ บุคคลิกของคุณก็สามารถเข้ากันได้กับรายการวาไรตี้เหมือนกัน
ฉันได้เห็นด้านตลกๆที่เหนือความคาดหมายจากคุณนะค่ะ


TOP:ผมคิดว่าอะไรแบบนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีนะครับ ถ้าแดซองไม่ได้อยู่ร่วมรายการด้วย ผมคงจะรู้สึกกลัว
ก่อนหน้านี้จนถึงตอนนี้ผมก็ยังกลัวที่จะต้องไปในที่ที่มีคนมากมายที่ผมไม่รู้จักรวมตัวกันอยู่
แต่ที่เห็นออกมาได้ดีแบบนั้นเป็นเพราะสมาชิกวงถึง 3 คนอยู่ในรายการด้วย
ผมไม่ใช่คนที่จะชอบพูดและทำเสียงดังต่อหน้าคนอื่นแต่ผมก็มีความคิดที่อยากจะทำตัวให้ใกล้ชิดกับคนดู
ผมพยายามที่จะแสดงออกว่าผมไม่ใช่คนที่ซีเรียส แต่ผมเป็นคนที่อ่อนโยนนะครับ


W:แล้วสำเร็จไม๊ค่ะ??
TOP: พอทำไปแล้วผมก็กลับมากังวลใจมากเลยครับเพราะผมคิดว่าผมพูดอะไรออกมามากเกินไป
ผมจะรู้สึกกลัวที่จะแสดงออกอะไรมากๆออกไปให้คนอื่นได้รับรู้ครับ ผมกลัวที่ผู้คนจะมารู้เรื่องเกี่ยวกับผมมากไป
และเข้ามาสนใจบางอย่างในตัวผม ผมกลัวว่าจะไม่สามารถที่จะรู้สึกสนุกเวลาที่ได้เปิดเผยตัวเองออกไปได้ครับ


วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

[Trans] สัมภาษณ์ แทยัง จากนิตยสาร W Korea ฉบับเดือนเมษายน 2011




W: ในบรรดาสมาชิกในวง คุณเป็นคนที่มีงานเพลงมากกว่าคนอื่นๆเลยในปีที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่า คุณจะรู้สึกผิดหวังเล็กๆที่ไม่ได้โปรโมทผ่านรายการทีวีหรือได้ทำกิจกรรมมากตามสมควร
คุณได้ประเมินผลตัวเองในงานอัลบั้มเดี่ยวแบบเต็มอัลบั้มครั้งแรกของคุณ ออกมายังไงบ้างค่ะ?


YB:มันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้แล้วละครับ
ผมมั่นใจว่าคนที่ชอบผมก็ต้องการที่จะเห็นผมบนเวทีมากกว่านี้
และผมก็อยากจะขึ้นเวทีมากกว่านี้ด้วยครับ
แต่พอมาคิดดูแล้ว ผมคิดว่าผมก็ทำดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้แล้ว ครับ


W:คุณคิดยังไงกับการแสดงของวงยูนิตพิเศษ GDและท็อปค่ะ??

YB: ใจนึง ผมก็รู้สึกอิจฉาพวกเค้ามากๆๆเลยครับ ผมอิจฉาเพราะพวกเค้าได้อยู่ด้วยกัน
และเพราะพวกเค้าได้ทดลองทำอะไรหลายๆอย่างในอัลบั้มนั้น
ผมคิดว่าในอนาคต เราจะได้ลองทำกิจกรรมที่เป็นยูนิตพิเศษแบบนี้ในหมู่สมาชิก
ไม่ใช่มุ่งไปที่การทำอัลบั้มเต็มในนามของบิกแบง เพียงอย่างเดียว
ผมพูดเรื่องนี้เป็นครั้งแรกผ่านการสัมภาษณ์ของนิตยสาร W นะครับ
แต่ผมจะ นำเสนอการทำงานของผมกับจียงออกมาครับ
ผมไม่รู้ว่า เพลงจะออกมาเป็นประเภทไหน แต่เรากำลังมองไปที่อะไรที่มันแปลกใหม่
เค้าเป็นเพื่อนที่มีความตั้งใจแน่วแน่มากครับ และเป็นเพราะว่าสไตล์ของเราทั้งคู่ก็แตกต่างกันสุดขั้ว
ผมคิดว่ามันจะต้องเป็นการทำงานที่สมน้ำสมเนื้อกันแน่ๆ ผมขอแค่เราทำเพลงพิเศษออกมาซักสองสามเพลง
แต่ถ้าเราทำงานร่วมกันตั้งแต่เริ่มแรก ผมคิดว่าจะต้องมีอะไรดีๆออกมาแน่เลยครับ


วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

[Trans] สัมภาษณ์ แดซอง จากนิตยสาร W Korea ฉบับเดือนเมษายน 2011




W:ในช่วงเวลาที่ สมาชิกคนอื่นๆต่างก็ยุ่งในเรื่องของงานเดี่ยวกันทั้งนั้นยกเว้นแดซอง
แต่ถึงยังไงก็ตาม แดซอง ดูเหมือนว่าจะมีความปรารถนาที่อยากจะร้องเพลงมากที่สุดนะค่ะ

DS: ผมอยากที่จะขึ้นเวทีมากเลยครับ ในช่วงระยะเวลานี้ผมอยู่ในช่วงการเตรียมการอัลบั้มเดี่ยวของผมครับ
แต่ที่มันต้องเลื่อนออกไปก็เพราะว่าผมต้องไปถ่ายละครซึ่งเพิ่งจะมีการถ่ายทำจบลงไปเมื่อไม่นานมานี้เอง


W: เสียงที่ โดดเด่นมากที่สุด ในช่วงไคลแม็กซ์ของเพลง Cafe เป็นท่อนของแดซองนะค่ะ
DS: โดยรวมแล้ว สภาพเสียงของผมนั้นมีอิทธิพลอย่างมากเลยครับ ผมไม่สามารถที่จะร้องในคีย์ falsettoได้
จริงๆท่อนเข้าverse แรกนั้นควรจะเป็นท่อนของยองเบครับ
ผมถูกแนะนำให้ใช้เสียงในแบบปกติของผมร้องในท่อนเข้า verse ที่ 2
เพื่อที่จะให้มันถึงจุดไคลแม็กซ์ของเพลงผมใช้วิธีการร้องในแบบ ร็อคแอนด์โรล แต่เป็นเพราะว่าเสียงของผมจะเต็มมาก
ผมจึงสามารถที่จะผ่อนให้มันฟังแล้วนุ่มขึ้น ก่อนหน้านี้ผมได้ฝึกฝนว่าจะร้องออกมายังไงให้เสียงของผมโดดเด่น
และด้วยการชี้แนะของพี่จียง ผมจึงสามารถที่จะทำมันออกมาได้ดีแบบที่เห็นครับ


[Trans] สัมภาษณ์ จีดราก้อนจากนิตยสาร GQ Korea ฉบับเดือนเมษายน 2011




Part 1

GQ: ตอนนี้เลยเวลาตีสองมาแล้วนะค่ะ
GD: สำหรับผม ตอนนี้เป็นเวลากลางวันครับ เพราะปกติผมจะนอนยาวไปตื่นตอน 4 ทุ่ม
ดังนั้นเวลานี้เป็นเวลาดีในการทำงานสำหรับผมเลยละครับ


GQ: ฉันคิดว่าประสบการณ์ในการทำงานของคุณคงแตกต่างไปจากที่พวกเราประสบกันนะค่ะ
เพราะคุณไม่ได้ตื่นมาทำงานเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงสดใส แต่การที่ตื่นนอนตอน 4 ทุ่มขึ้นมาเพื่อที่จะทำงาน
คุณคงไม่ได้ มองออกนอกหน้าต่างแล้ว นึกว่า "อ่า เมื่อคืนหลับสบายจัง" แล้วออกไปทำงานเหมือนกับเราๆ


GD: ผมเหมือนกับจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างไปในสายตาของคนอื่นนะครับ
ผมก็อยากที่จะใช้ชีวิตตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันเหมือนกัน
แต่เป็นเพราะผมมักจะต้องตื่นนอนตอนกลางดึกดังนั้นผมถึงไม่ค่อยได้สัมผัสการใช้ชีวิตแบบนั้นเท่าไหร่
เรียกได้ว่าทุกวันนี้พอผมตื่นขึ้นมาปุ๊บผมก็ต้องมุ่งหน้ากลับไปที่สตูดิโอ ไม่ว่ามันจะเป็นตอนกลางคืนหรือตอนกลางวัน
แสงแดดไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลยครับ ดังนั้นผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้ใช้ชีวิตผสมปนเป
สวนทางกับเวลาที่ควรจะเป็นทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนครับ


GQ: ดูเหมือนคุณจะไม่เดือดร้อนอะไรในเรื่องนี้นะค่ะ
GD: ผมคิดว่ามันค่อนข้างที่จะเหมาะสมกับผมนะครับ

GQ: ตอนนี้ มินิอัลบั้มชุด 4 ก็ออกมาแล้วนะค่ะ และเพลง tonight ก็ดังมาก คุณรู้สึกตื่นเต้นกับมันไม๊??
GD: พูดตามตรงนะครับ ผมคิดว่าถึงแม้ว่าการแสดงบนเวทีเพลงนี้
จะเป็นอะไรที่โหดมากสำหรับเราในตอนที่เพลงเพิ่งออกใหม่ๆ
แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือเราต้องรักษาให้งานได้ระดับที่ดีเหมือนที่เคยเป็นมา
ในตอนเริ่มแรกเลย ผู้คนให้ความสนใจกับการคัมแบคของพวกเราเพราะเรา มีคำว่า "บิกแบง"ติดตัวอยู่
ชื่อที่คนไม่สามารถจะเพิกเฉยต่อมันได้ ผมหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความรักที่ทุกคนมีให้เราจะยิ่งเติบโตขึ้น
และผมจะสามารถได้ยินผู้คนพูดถึงเราในทุกทุกที่ ตอนนี้ผลตอบรับที่ได้มาดีมากเลยครับ


GQ: แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ คุณคิดไม๊ว่าแค่การได้รับคำชมนั้นมันยังไม่พอ??
มีคำกล่าวว่า "การได้รับคำวิจารณ์ดีกว่าคำชมเป็นร้อยเท่า"นะค่ะ


GD: เราเป็นวงที่มักจะได้รับคำวิจารณ์มาตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับ
ผม ตัวผมเอง เป็นนักดนตรีที่มักจะตกเป็นเป้าของการวิจารณ์อยู่แล้ว
ดังนั้นแม้ว่าผมจะได้รับคำชมแค่คำเดียวผมก็รู้สึกขอบคุณแล้วละครับ
ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่คนพูดถึง วายจี บิกแบง หรือ จีดราก้อน พวกเค้ามักจะยึดติดอยู่กับอคติต่างๆ
ผมคิดจริงๆว่า ผมต้องการคำชมมากจริงๆๆในช่วงเวลานี้


GQ: มันคงเหมือนกับว่า "ฉันก็แค่อยากจะทำในสิ่งที่ฉันอยากจะทำเท่านั้นเอง"
และสิ่งที่คุณต้องการที่จะทำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลตอบรับที่คุณคาดว่าจะได้รับใช่ไม๊ค่ะ??


GD: ครับ ถูกต้องที่สุดครับ ส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะพูดยังไงเกี่ยวกับผม
ถ้าผลตอบรับต่างๆที่ผมได้รับมีผลกระทบต่อผมได้ง่ายๆ เราคงไม่สามารถที่จะยึดมั่นอยู่กับตัวตนที่แท้จริงของเราได้
ซึ่งนิสัยนี้มันยังใช้ได้กับเรื่องของแฟชั่นด้วย แม้ว่าผมจะสวมใส่อะไรที่มันดูน่าตลก
แต่ผมก็แค่อยากจะแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองออกมาก็เท่านั้น
ผมเชื่อว่าผู้คนมักจะดำเนินรอยตามสิ่งที่พวกเค้าเชื่อ เพราะตัวผมเองก็เป็นแบบนั้น
ดังนั้นผมจะไม่เปลี่ยนแปลงไปหรอกครับ


GQ: ดูเหมือนเรื่องของแฟชั่นคุณจะสามารถเอาชนะซึงรีได้นะค่ะ
ตอนนี้คุณได้สวมกระโปรงในช่วงที่โปรโมทเพลงในอัลบั้มใหม่
คอนเซ็ปที่อยู่เบื้องหลังการสวมกระโปรงคืออะไรค่ะ?? เพราะฉันไม่เห็นว่ามันจำเป็นจะต้องทำถึงขนาดนั้นเลย??


GD: ไม่ว่าจะเป็นตัวผมเองหรือสมาชิกในวงบิกแบง พวกเราต่างถูกจับตามองอย่างมากในเรื่องของแฟชั่นครับ
พูดตามตรงคือ ผมเครียดกับเรื่องนี้เหมือนกัน
เราได้ทำสิ่งที่เราอยากที่จะทำไปแล้วในโปรเจคยูนิตพิเศษ GD&TOP พอเรามาทำงานร่วมกันในฐานะวง อีกครั้ง
พอถึงจุดนึงมันก็เกิดความยากขึ้นไม่เหมือนกับตอนที่เราทำงานเดี่ยวเป็นเพราะ บิกแบง เป็นวงดนตรีในแบบป็อป
เราจะต้องรักษาความคิดที่ว่าเราต้องพยายามที่จะชักจูงขอบเขตในเรื่องของแฟชั่นของคนทั่วไปเอาไว้
คอนเซปของการโปรโมทในครั้งนี้คือการสวมกระโปรง แทนที่เราจะอธิบายความตั้งใจของเราออกมาทางคำพูด
ผมคิดว่ามันจะสามารถครอบคลุมกว่าถ้าเราสามารถที่จะแสดงออกผ่านทาง เครื่องแต่งกายของเรา เวที สไตล์
และการแสดงของเรา ให้มันมีความหมายเดียวกันในการที่จะส่งมอบเพลงของเราไปสู่คนฟังครับ


GQ: การทำงานในเพลง Tonight เป็นยังไงบ้างค่ะ??
GD: เราใช้เวลาในการทำเพลงนี้ กว่า 1ปีครึ่งครับ ดังนั้นเราจะเรียกเพลงนี้ว่า เป็นเพลงที่ไม่มีวันเก่า
มันเกิดขึ้นในวันนึงที่ผมอยู่ที่บ้านพี่คูซก่อนที่ผมจะกลับบ้าน จู่ๆเค้าก็เล่นเปียโนขึ้นมาให้ผมฟัง
แล้วบอกว่า "เพราะไม๊??" และนี่เป็นจุดกำเนิดจังหวะหลักในเพลง tonight ครับ
และภาพรวมกรอบต่างๆของเพลงก็เกิดขึ้นในคืนนั้นแหละครับ


GQ: งั้น มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีครึ่งนั้นละค่ะ??
GD: ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ฟังนี้ต่างก็พูดว่ามันสามารถที่จะเอามาเป็นเพลงที่ใช้ในการโปรโมทอัลบั้มใหม่ของเราได้เลย
แต่เราก็คิดกันอยู่ว่ามันจะดีกว่าไม๊??ถ้าจะใช้เพลงนี้เป็นเพลงโซโล่ของแทยัง
แทนที่จะเอามาเป็นเพลงโปรโมทของวง เราได้ทำการทดลองอะไรหลายอย่างกับเพลงนี้
แต่ยังไงๆก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรขาดไปอยู่ดี ถึงแม้ว่าเดิมเลยเราจะคิดว่านี่แหละควรจะเป็นเพลงโปรโมทให้กับ บิกแบง
แต่เราก็คิดมากว่าเราจะปรับปรุงแก้ไขมันออกมาในแบบไหนดี และเราก็ล่าช้ากว่ากำหนดมามาก
และเพราะเพลงนี้เป็นเพลงที่ผมทำมันขึ้นมาเอง มันเลยเหมือนกับลูกของผมเลยละฮะ
ถึงแม้ว่าความรู้สึกของผมจะเหมือนกับว่า เพลงนี้เปรียบเป็นเด็กชายคนนึงที่ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้น
แต่ต่อมาเค้าก็ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งเพราะเค้าไม่ดีพอ และผมก็รู้สึกเสียใจในเรื่องนี้ด้วย
ในการทำงานที่หมุนซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ผมเริ่มที่จะรู้สึกเหนื่อยกับเพลงนี้ที่มันทรมานผมมานานเกินไปแล้ว
ผมมีความรู้สึกว่าไม่อยากฟังเพลงนี้อีกต่อไปแล้วละครับ ผมอยากจะยอมแพ้
แต่โชคดีที่ในที่สุดมันก็สามารถออกมาได้อย่างสำเร็จจนได้ฮะ


วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

[Trans] 090311 สัมภาษณ์ จีดราก้อน กับ 10 Asia


BIGBANG IS BACK เป็นคำพูดที่พวกเค้าบอกกล่าวให้ผู้คนทราบถึงการกลับมาของพวกเค้า
ในวงการเพลงในประเทศหลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 2 ปี 3 เดือน ประโยคที่แสนสั้นและได้ใจความ

แต่บิกแบงที่เราเจอในวันนี้แตกต่างไปจากเมื่อ2 ปีก่อน สมาชิกในวงทุกคนต่างก็ได้ไปทำงานเดี่ยวกันทั้งนั้น
ในตอนนี้พวกเค้าจึงเป็นวงที่มีดาราดังมารวมตัวกันถึง 5 คนมากกว่าจะดังด้วยตัวของวงเอง
และกลายเป็นวงที่มีเอกลักษณ์มากเข้าไปอีก
จีดราก้อน ท็อป แทยัง ซึงรี และแดซอง สร้างสรรค์เพลงของบิกแบงที่เราได้ยินในทุกวันนี้ออกมาอย่างไร??

ด้านล่างนี้ เป็นบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ จีดราก้อน โปรดิวเซอร์ของอัลบั้มของพวกเค้า กับ 10 asia



10: มันคงเป็นงานที่ลำบากมากที่คุณต้องมาทำงานคัมแบคในนามของบิกแบง
ทันทีที่คุณจบกิจกรรมการโปรโมทในงานยูนิตพิเศษ GDTOP นะค่ะ

GD: กิจกรรมการโปรโมทในอัลบั้มยูนิตพิเศษไม่ได้ลำบากอะไรเลยครับ
เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวเพลงหรือการแสดงบนเวที เราทำทุกอย่างเหมือนว่าเรากำลังเล่นสนุกครับ
ดังนั้นนอกจากเรื่องที่เราไม่ค่อยได้มีเวลานอนในบางครั้ง นอกนั้นเราก็ไม่ได้มีช่วงเวลาที่ลำบากเลยครับ
แต่กับการคัมแบคของบิกแบงในครั้งนี้ หลังจากที่เราห่างหายไปกว่า 2ปี 3 เดือน
แถมสมาชิกแต่ละคนต่างก็ได้ออกไปลองทำงานในเส้นทางที่แตกต่างกันไป
ดังนั้นผมจะคิดมากๆเลยละครับว่าทุกคนจะเป็นยังไงบ้างเมื่อเราทั้งห้าคนกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง


10: จริงเหรอค่ะ(หัวเราะ)คุณเนี่ยนะ?
GD: ผมเคยที่จะแยกตัวออกมาทำงานคนเดียวครับในอดีต
และจะคอยสั่งให้คนอื่นๆทำในสิ่งที่พวกเค้าต้องทำ แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปเยอะเลยฮะ
เพราะสมาชิกในวงของพวกเราเป็นคนที่น่าทึ่งมากในสายตาของผม
มันเลยเหมือนกับว่า เราทำงานร่วมกันในฐานะที่เราเป็นดาราแข่งกับดาราด้วยกันเอง
หรือ เราต่างก็เป็นแฟนเพลงกับแฟนเพลงด้วยกันเองด้วย
นอกเหนือจากสิ่งอื่นใดพวกเค้าล้วนเป็น รุ่นน้องและเพื่อนของผมทั้งนั้น
และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันทั้งตื่นเต้นและยากเหมือนกันในการทำงานร่วมกับพวกเค้า 


10: แต่เพลง TONIGHTเป็นทางเลือกที่เราคาดไม่ถึงเลยนะค่ะ
ที่กลุ่มไอดอลหลักอย่างวงบิกแบงจะเลือกเอาเพลงนี้มาใช้เป็นเพลงหลักในการโปรโมท
หลังจากที่หายไปจากวงการนานมากเพราะเพลงนี้เต็มไปด้วยอารมณ์เพลง
ที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากสิ่งที่เรารู้สึกได้จากเพลงในทุกวันนี้
ฉันรู้สึกว่ามันคล้ายกับเพลงป็อปในต่างประเทศในเรื่องของความรู้สึกนะค่ะไม่ได้พูดถึงประเภทของเพลง


GD: ผมได้รับความมั่นใจมากขึ้นในตอนที่ผมทำงานในยูนิตพิเศษ GDTOP ครับ
เพราะคนชอบเพลง HighHigh และก็ชอบเพลง Knock out ด้วย
และตอนที่เราไป อเมริกาเราเจอผู้หญิงผิวดำกำลังฟังเพลง knock out ในรถของเธอ
ผมรู้สึกแปลกๆนะครับแต่ตอนนี้สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า มันเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ
ผมคิดว่าในยุคของเรานี้กำลังก้าวไปสู่ยุคสมัยที่ความรู้สึกสามารถส่งผ่านให้รู้สึกกันได้
ในระดับโลกไม่ได้จำกัดแค่ในระดับประเทศเท่านั้น
ซึ่งสิ่งที่คล้ายๆกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับเรา ตัวเราอาจจะอาศัยอยู่ในประเทศเกาหลี
แต่เรามีอินเตอร์เนทดังนั้นเราสามารถที่จะฟังเพลงที่มาจากทุกมุมในโลกได้ เหมือนกับเรื่องของแฟชั่นก้ด้วยครับ


10: ฉันคิดว่าในเพลง tonight หลังจากที่คุณส่งเพลงให้สู่จุดสูงสุด
แล้วจากนั้นคุณเลือกใช้เสียงกีตาร์โปร่งตัดเข้ามาแทนที่ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเพลง ป็อปมากๆ
คุณมีความกังวลบ้างไม๊ว่าสไตล์แบบนี้อาจจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังชาวเกาหลี??


GD: ผมเลยพยายามทำให้มันมั่นใจมากขึ้นแทนครับ
โดยการที่จะไม่มีท่อนไหนในเพลงนี้ที่น่าเบื่อเลยและมันจะต้องเร้าใจได้ตลอด
ผมไม่ต้องการให้ช่วงไหนของเพลงนี้ผ่านไปอย่างสงบๆ
เพลง lie เป็นเพลงที่มีท่อนเริ่มแบบสงบจากนั้นก็จะให้ความเร้าใจจนถึงขีดสุด
แต่ผมทำเพลง tonight ออกมาให้ท่อนร้องของทุกคนมีความเร้าใจทั้งหมด
และผมทำมันภายใต้การตัดสินใจว่าจะต้องดึงอารมณ์จากจุดต่ำสุดให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดให้ได้
ภายในเวลา 3 นาทีกับอีก 30 วินาทีนี้
จริงๆผมค่อนข้างกังวลมากๆว่าเพลงนี้จะต้องแสดงออกมาบนเวทีในรูปแบบไหนด้วยนะครับ (หัวเราะ)


วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

[Trans] 090311 สัมภาษณ์ Bigbang กับ 10 asia

เราสามารถจำกัดความได้ว่าโลกของเรานั้นเกิดขึ้นจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่เราเรียกว่า "big bang"
แน่นอนว่าประโยคที่กล่าวมานี้ เป็นการพูดในเรื่องของ ดาราศาตร์ ว่าด้วยการกำเนิดของโลก
หลังจากเกิดบิกแบงขึ้น ในอวกาศที่ว่างปล่านั้น ก็มีโลกกำเนิดขึ้นมา

วงดนตรีบิกแบง ได้สร้างเหตุการณ์ที่สมกับชื่อวงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย มินิอัลบั้มชุดที่ 4 ของพวกเค้าหลังจากที่ไม่ได้คัมแบคมากว่า 2 ปีกับอีก 3 เดือนเพลงทุกเพลงในอัลบั้มนี้ต่างทะยานขึ้นสู่อันดับตามชาร์ตต่างๆมากมายและสถานนีโทรทัศน์หลักอย่าง SBS และช่องทางเคเบิลหลักอย่าง Mnet
ถึงกับต้องจัดรายการพิเศษ แยกให้พิเศษสำหรับการกลับมาในครั้งนี้ของพวกเค้าเลยทีเดียว

ในวันที่ 4 มีนาคม บิกแบงได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับเราว่า พวกเค้าไม่อยากคุยเรื่องที่ว่า
เพลงของพวกเค้าไต่อันดับไปสูงแค่ไหน หรือ คุยเรื่องของแผนการการโปรโมทเพลงแต่พวกเค้าต้องการที่จะพูดคุยถึงความพยายามของพวกเค้าที่จะสร้างกลุ่มไอดอลในแบบใหม่ขึ้นมา รวมถึงความหวังของพวกเค้าต่อวงการเพลง

และข้างล่างนี้คือ ส่วนนึงของบทสัมภาษณ์ของพวกเค้าในวันนั้น



Q: พวกเราสนุกกันมากเลย ในตอนที่ได้ดู Secret Big Bang. [พาโรดี้ที่บิกแบงทำเลียนแบบซี่รีย์เรื่อง Secret Garden] (หัวเราะ) พวกคุณได้นำเอาไปฉายที่งานคอนเสริ์ตบิกโชว์ แล้วมีแผนจะนำออกไปฉายที่ช่อง SBS รึเปล่าค่ะ??
G-Dragon (GD): ครับ มีแผนครับ

Q: อย่างงั้น การแสดงในครั้งนี้คงสร้างความกดดันให้กับทุกคนมาตั้งแต่ต้นเลยไม๊ค่ะ??
T.O.P: ครับ เรารู้สึกกดดันตั้งแต่ที่ต้องมาคัมแบคหลังจากที่หายไปนานกว่า 2 ปี3 เดือน แล้วละครับ
อีกอย่างมีคนที่ชื่นชอบในตัวซี่รี่ย์ เวอร์ชั่นปกติมาก ดังนั้นเราก็ยิ่งพยายามที่จะทำให้มันตลกนะครับ

GD: เราคงจะไม่สามารถที่จะทำให้มันออกมาตลกแบบนี้ได้ถ้ามันจะถูกฉายแค่ในคอนเสริต์ของเราครับ
แต่นี่มันจะถูกนำออกไปฉายที่ช่องโทรทัศน์ทั่วประเทศอีก ดังนั้นเราเลยถ่ายทำและพูดบทเหมือนกับละครทีวีปกติเลยครับ


Q: พวกคุณพูดถึงความกดดันจากการทำพาโรดี้ ฉันคิดว่าคุณคงรู้สึกกดดัน แบบเดียวกันนี้
กับการที่ทางSBS และ Mnet จัดรายการพิเศษเพื่อการคัมแบคของพวกคุณโดยเฉพาะด้วยใช่ไม๊ค่ะ??

T.O.P: สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกกดดันมากที่สุดคือเรากังวลว่าคนจะเข้าใจผิดคิดว่าเราได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่าคนอื่นครับ เป็นเพราะแบบนั้นเราจึงพยายามให้มากขึ้นอีกเพื่อแสดงให้คนเห็นว่าเรากำลังทำอย่างดีที่สุดและเราทุ่มเทกับการแสดงที่เรากำลังทำอยู่อย่างมากจริงๆ