Flag Counter

free counters

Teddy in real life. Young to the bae. G to the D.

And they are in the same room! Let's hail my boys BIGBANG!

Meet Aliens from Mato Planet!

My beloved rookies group of year 2012. They are Best.Absolute.Perfect. B.A.P

Tablo, Mitha Jin, and Tukultz.

EPIK HIGH, everything about them is EPIK.

Perfect Human Being is here.

T.O.P aka Choi Seung Yong, black chocolate and almond voice of BIGBANG.

BIGBANG Still Alive.

We'll be more than they'll ever be.

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ interviews แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ interviews แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[Trans] ซึงรี: จีดี! เลิกรักผมซะที!

พิธีกร: ซึงรีมีอะไรอยากจะบอกล่ะ! ในที่สุดก็ได้แก้แค้นกลับแล้ว เขาต้องอดทนมานานในฐานะมักเน่ ตอนนี้เขาจะได้เปิดปากสารภาพแล้ว สิ่งเดียวที่อยากให้พี่ๆ แก้นิสัยคือ: จีดี! เลิกรักผมซะที!


GD:เอ่อ... นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าตื่นตระหนกพอควรครับ ผมเป็นเด็กฝึก YG มา 6-7 ปีแล้ว ช่วงเวลานั้นผมมักจะเป็นมักเน่เสมอ ผมกับแทยังนี่แหละ แล้วหลังจากนั้นน้องๆ ก็เข้ามา! เขาเด็กกว่าแดซองและผมคิดว่าเขาน่ารักมาก ถึงเด็กกว่าผมไม่เท่าไหร่ แต่ผมก็ยังติดนิสัยชอบนอนกอดคนเวลานอนครับ พอนอนกับซึงรีผมเลยกอดเขา ไปไหนก็ตามผมก็จะจับมือเขา เวลากินอะไรก็เรียกมานั่งข้างๆ เสมอ ผมแคร์เขาน่ะครับ


ซึงรีไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบนะครับ... คือพี่เป็นหนึ่งในพี่คนโปรดของผมและ...


พิธีกร: พูดจริงจังมากเลยนะ

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

[Trans] TOP’S HIGH CUT INTERVIEW VOLUME 71 (1/2)


เริ่มจากคำถามของที่ 5 ค่า ส่วนคำถามแรกๆ อ่านได้จากที่นี่เลยค่าของพี่มิว~~~~~~~



คิดว่าทำไม FUBU หรือดีไซน์เนอร์อย่างโซ CD ต้องการตัวคุณ?
TOP: ผมจะตอบยังไงดีล่ะ ฮ่าๆ
โซ CD: ผมคิดว่าไม่ใช่แค่เพราะ TOP หน้าตาดีหรือรูปร่างดีนะครับ แต่เขารู้จักแฟชั่นดี ดังนั้นผมจึงเชื่อในตัวเขามากครับ
TOP: อย่างที่โซ CD พูดแหละครับ ไม่มีใครที่เพอร์เฟ็คหรอก รูปหนึ่งรูปจะอยู่ไปตลอดชีวิต ดังนั้นคุณย่อมอยากให้มันออกมาดีที่สุดอยู่แล้ว เวลาถ่ายแบบผมจึงเป็นพวกทำให้เต็มที่เสมอครับ ชนิดที่ว่าคนอายุเท่ากันทำไม่ได้ขนาดนี้เลย


ต่อจากคำถามเมื่อกี้ โซ CD คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของ TOP?
โซ CD: ผมรู้สึกเสียดายที่เวลาปกติ TOP จะมาเป็นนายแบบให้ เขาจะต้องโชว์เสน่ห์ของผู้ชายออกมาเท่านั้น แต่ผมเห็นเสน่ห์ของเขาอื่นของเขาด้วย ผู้ชายที่อยากรู้อยากเห็นและอ้าแขนพร้อมรับความท้าทาย งานถ่าย FUBU จึงโชว์ให้เห็นเสน่ห์ของเด็กชายอันเจิดจ้าในชุดสบายๆ ครับ



เราได้ยินมาว่า TOP มีความคิดเรื่องแฟชั่นไม่เหมือนใคร ดังนั้นคุณจึงเป็นคนที่แต่งตัวให้ยากมาก จริงหรือเปล่า?
TOP: ผมช่างเลือกครับ (หัวเราะ) เพราะผมต้องโชว์ตัวต่อสาธารณะเสมอ ผมจึงอยากให้ภาพของผมออกมาดีที่สุด แต่ผมคิดว่าบางทีผมก็หัวแข็งไป


รู้สึกยังไงบ้างที่ได้ใส่เสื้อผ้าที่โซ CD ออกแบบเป็นพิเศษให้ FUBU?
TOP: จริงๆ ชอบฮิปฮอปตั้งแต่เด็กแล้ว ผมขอให้ญาติและเพื่อที่ U.S. ช่วยซื้อเสื้อผ้าของ FUBU มาให้ ผมชอบ FUBU Platinum line มากที่สุดครับ และผมก็มีเสื้อผ้าเช็ทนั้นในตู้เยอะมาก การได้ใส่เสื้อที่ออกแบบมาพิเศษแบบนี้ทำให้ผมดีใจมากครับ ไม่ได้พูดเพราะเขานั่งข้างๆ ผมนะครับ รู้สึกเหมือนทุกชิ้นถูกยกระดับคลาสขึ้นมาเลยครับ

Source: 마네임G@BBVIPZ + BIGBANGFAMILY
Translation: jwalkervip.tumblr.com 

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Daesung’s 1st Official Japanese Pictorial Interview (Part 3 & 4)



บทบาทของคุณใน BIGBANG คืออะไร?
ถ้า BIGBANG เป็นครอบครัว ผมคิดว่าผมคงเป็นคุณลุง... เป็นญาติน่ะครับ... (หัวเราะ)


ทำไมจู่ๆบอกว่าคุณเป็นคุณลุงล่ะ? BIGBANG ไม่ใช่ครอบครัวกันเหรอ?
สำหรับผม คุณลุงจะไปที่บ้านและคอยแวะไปเล่นด้วยบางครั้ง เขาทำให้ทุกคนหระทับใจและทำให้ทุกคนรู้สึกมีชีวิตชีวามีความสุข ผมไม่พูดว่า BIGBANG ไม่ใช่ครอบครัวแต่เราไม่ล่วงเกินความส่วนตัวของกันและกันครับ คุณลุงก็เป็นแบบนั้น -- เว้นที่ว่างที่เหมาะสมกับทุกคนครับ



นั่นคือสิ่งที่คุณคิดสินะ แล้วสมาชิกคนอื่นล่ะ?
GD เป็นพ่อ แทยังเป็นแม่ GD เป็นคนที่เข้มงวดมากครับ ในฐานะหัวหน้าเขาสามารถนำ BIGBANG ได้และเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ แทยังเป็นคนที่... ถ้ายืนอยู่ข้างหลังเขา่ เราจะไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นเลยครับ


แล้ว TOP ล่ะ?
TOP เป็นเด็กแรกเกิดครับ (หัวเราะ) เขาชอบเล่นมุขครับ 80% ของคำพูดเขาเป็นมุขทั้งหมดเหลือความจริงอยู่ 20% เอง เขาบอกเองว่าเขาสามารถแสดงตัวตนได้เต็มที่ ส่วนซึงรีเป็นสัตว์เลี้ยง (หัวเราะ) เป็นพุดเดิ้ลไซส์มินิ เขาเหมือนลูกหมาน้อยมาก ไม่เคยอายเลย... เขาเข้าได้กับทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

BIGBANG : การสร้างสรรค์เทรนด์ใหม่ๆจากพวกเค้า

Bigbang กลุ่มศิลปินไอด้อล กับการเปิดตัวหนังสือเป็นครั้งแรกของพวกเค้า
ซึ่งในงานเปิดตัวหนังสือ “Shout your name to the world”
เราได้มีโอกาสพูดคุยกับพวกเค้าถึงหนังสือเล่มนี้แนะนำถึงหนังสือเล่มนี้กับผู้อ่านขอ
งเรา


TOP: การที่เราตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ก็เพียงเพื่อต้องการเผยถึงเรื่องราวของเราที่ไม่เคยมีโอกาส
เปิดเผยที่ไหนมาก่อน เราไม่ได้มีเจตนานอกเหนือจากนี้เลย เรื่องราวในหนังสือเป็นสิ่งที่มีค่า
ต่อความรู้สึกของพวกเรา ผมหวังว่าคงมีคนสนับสนุนหนังสือเล่มนี้ครับ

Daesung: หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ต้องการสื่อถึงเรื่องราวความสำเร็จของเรา แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์
ที่เราต้องฝ่าฟันกันมา หวังว่าทุกคนคงให้ความสนใจกับหนังสือของพวกเราครับ

G-Dragon: อย่างที่แดซองกล่าว หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จของเรา ถึงแม้ว่าหลาย
คนอาจจะมองเป็นอย่างนั้นได้ แต่เมื่อคุณได้อ่าน คุณจะตระหนักถึงสารที่เราสื่อออกไปเพื่อให้
ทุกคนยึดมั่นกับความฝัน และมีความหวังอยู่เสมอ

Taeyang: หนังสือเล่มนี้ จะช่วยเป็นแรงบันดาลใจ และผลักดันคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักร้อง หรือวัยรุ่นทั่วไป
ให้ทำตามฝันของตนเอง สำหรับคนที่มุ่งมั่นทำตามความฝันของตน หนังสือเล่มนี้ก็เสมือนเป็นแนวทางหนึ่ง

Seungri: ตอนที่ทางตัวแทนทีมงานแจ้งเราถึงแผนงานนี้ สมาชิกในทีมต่างก็รู้สึกตกใจ แต่หลังจากที่เรา
ได้ออกความคิดเห็นร่วมกัน เราจึงลงความเห็นว่าพวกเราน่าจะเขียนถึงเรื่องราวที่มาจากเรื่องจริงที่
พวกเราผ่านกันมาในอดีด หลายคนอาจจะคิดว่า ศิลปินคนไหนๆก็เขียนเรื่องอย่างนี้ได้ แต่พวกเรา
หวังว่า คนรุ่นใหม่ หรือคนที่มีความฝันจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้

Daesung’s 1st Official Japanese Pictorial Interview (Part 1 & 2)



เราได้ยินว่าภาษาญี่ปุ่นของแดซองดีมาก ทำไมเราไม่สัมภาษณ์กันเป็นภาษาญี่ปุ่นกันวันนี้ล่ะ? (หัวเราะ)
ไม่อ่า... ไม่เอาดีกว่าครับ


พูดภาษาญี่ปุ่นได้แล้วใช่มั้ยครับ? คุณมีตารางงานที่ยุ่งพอสมควรแล้วหาเวลาเรียนญี่ปุ่นยังไง?
พอมีเวลาว่างผมก็จะไปเข้าคลาสเรียนญี่ปุ่นครับ แต่เพราะผมอยู่เกาหลีเลยไม่ค่อยได้ใช้ภาษาญี่ปุ่น ผมก็เลยลืมบ้าง ดังนั้นเวลามาอยู่ญี่ปุ่นผมจะพยายามพูดภาษาญี่ปุ่นครับ


ใครเก่งภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด? แดซองใช่มั้ย?
ไม่ครับ(หัวเราะ) ไม่ใช่ผมแน่ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นซึงรี

เวลามีการแสดงสดบนเวที คุณ 2 คนจะทำหน้าที่เป็นพิธีกรใช่มั้ย?

แต่ผมทำไม่ได้ ...ซึงรีมักเป็นพิธีกรมากกว่าครับ


เฉพาะช่วง MC ซึงรีจะดูพึ่งพาได้ใช่มั้ยครับ?
ใช่ครับ แต่แค่เฉพาะตอน MC เท่านั้นครับ(หัวเราะ)

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แดซองพูดถึงศรัทธาของเขาและ G-Dragon ในบทสัมภาษณ์ล่าสุด



ที่โบสถ์ประจำของแดซอง ชามยุนกันได้เข้าไปหาเขาเพื่อสัมภาษณ์ จังหวะที่จะเข้าไปหาค่อนข้างยาก หลายเดือนแล้วที่ทั้งโลกช๊อกจากอุบัติเหตุของเขา แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ปรากฎตัวพร้อมกับเพื่อนร่วมวง เขาไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ ชามยุนกันบอกเขาว่า "เราไม่คิดว่าการสัมภาษณ์จะเกิดขึ้นเพราะคนอยากให้เกิด มันจะเกิดต่อเมื่อพระเจ้าคิดว่าถึงเวลาสมควร" หลังจากนั้นไม่กี่วันแดซองก็ตอบว่า "ผมตกลงครับ"

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2, 2011 หลังจากสวดอวยพรเสร็จ ชามยุนกันก็เข้าไปพบสมาชิกโบสถ์คังแดซองและสัมภาษณ์เขา อ่านบทสัมภาษณ์ด้านล่างเลยครับ



เกือบปีแล้วสินะครับที่เราไม่ได้สัมภาษณ์คุณ มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะเลย คุณเตรียมตัวรับมันยังไงครับ?
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่โบสถ์ครับ ผมมาช่วยงานทุกวันธรรมดาเลย ผมมักมาพบปะกับกลุ่มประจำ(Hepzibah)ของผมเสมอ


คุณคงใช้เวลาอยู่กับโบสถ์มาสักพักแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?
หลายอย่างมันอึดอัดมากขึ้นหลังจากอุบัติเหตุครับ ผมคิดในใจว่า 'ถ้าผมสูญสิ้นศรัทธาไป ป่านนี้ผมอาจจะทำอะไรที่เลวร้ายลงไปก็ได้' หลังจากวันคืน 3-4 วันที่ยากลำบากของผม ผมได้ตัดสินใจว่าอยากมาหาหัวหน้าบาทหลวงที่โบสถ์ ผมถามหัวหน้ากลุ่มของเราว่ามาได้ไหม เขาเลยชวนผมมาด้วย ตอนที่เขาเจอผม เขาเข้ามาให้กำลังใจและปลอบผมจนผมรู้สึกถึงความสงบในใจ และเมื่อผมเริ่มใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในโบสถ์มันก็เริ่มเป็นที่ๆปลอบโยนผมเสมอ

คุณหมายความว่ายังไงที่บอกว่าจะทำอะไรเลวร้ายลงไปหากสิ้นศรัทธา?

ดาราหลายคนมักฆ่าตัวตาย และตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงกล้าทำ ผมจะไม่บอกว่าผมเคยคิดถึงมัน แต่ถ้าหากผมไม่มีศรัทธาต่อพระองค์แล้วผมอาจจะเดินตามทางนั้นไปก็ได้ ดังนั้นผมจึงรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ให้แรงศรัทธาแก่ผม ทุกคอมเม้นต์ที่ผมเห็นในเน็ตฉีกป่นหัวใจผม ที่เจ็บปวดที่สุดคือคนเริ่มเรียกผมว่าไอ้ฆาตรกร ทุกครั้งที่ผมเดินออกไปข้างนอก ผมรู้สึกเหมือนคนกำลังจ้องผมราวกับผมเป็นฆาตรกร


คุณรู้สึกปลอดภัยภายในกำแพงโบสถ์หรือ?
พูดตามตรงก็จริงครับ ผมไม่อยู่ในสภาพที่จะพบปะพูดคุยกับคนอื่น แต่ผมรู้สึกอบอุ่นเมื่อมาที่นี่ ตอนที่ผมอยู่ที่ห้องพักผมรู้สึกกังวลมากและกินอะไรไม่ได้เลย ผมจึงมาที่โบสถ์ ทุกครั้งที่ผมอยากใช้สมอง ผมจะมาที่นี่  ความคิดที่มักเกิดกับผมได้หายไปและไม่ทรมานผมเมื่อผมอยู่ที่โบสถ์


แม้ว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็บอกว่าเขารู้สึกถึงความสงบเมื่อมาที่โบสถ์ คุณคิดว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?
ถ้าคุณเป็นสมาชิกของโบสถ์คุณจะเข้าใจครับ บางทีผมรู้สึกว่าอยู่ที่โบสถ์สบายใจกว่าอยู่ที่บ้าน ผมอ่านคอมเม้นต์ในเน็ตแล้วเจอคนที่ไมใช่คริสเตียนแต่ให้กำลังใจและความมั่นใจแก่ผมโดยใช้เวลาอยู่ในโบสถ์ ผมรู้สึกซึ้งใจมากครับ

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

[Trans] G-Dragon Shine a light Making book#1

G-Dragon Shine a light Making book
 

 

"หือ? ยังไม่ถึงเวลานี่ ใช่มั้ยคะ?"
"(ยิ้ม) ครับ..."

ในวันที่มีการประชุมครั้งแรก ฉันพยายามที่จะไปถึงเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อเตรียมตัวเองล่วงหน้า
แต่คนแรกที่ฉันเห็นกลับเป็นจียง ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาประชุม แต่เขาอยู่ที่นั่นอยู่ก่อนแล้ว
เพราะว่าเขาเป็นศิลปิน ฉันจึงคิดว่าว่าเขาต้องมาสายแน่ๆ
ฉันรู้สึกแย่ไปเลยกับการเข้าใจผิดอย่างไร้เหตุผลในเรื่องนี้
 
 

อีกอย่างที่ทำให้ฉันประหลาดใจ
ก็คือการเห็นจียงเสนอความคิดเห็นตลอดเวลาระหว่างการประชุมกับหัวหน้าฝ่ายต่างๆ
ฉันเคยคิดว่าการประชุมแบบนี้จะต้องดำเนินโดยท่านประธานยาง
แต่ความกระตือรือร้นของจียงในการแลกเปลี่ยนไอเดียและความคิดเห็นกับทุกๆคน ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่มาก
เขาคิดทุกๆเรื่องไม่ว่าจะเป็น แสง เสียง เวที ท่าเต้น สเปเชี่ยลเอฟเฟค
จียงยังคงคุยในเรื่องเหล่านี้ และเรื่องอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ ตลอดการประชุม
คุณจะรู้สึกได้เลยถึงความมุ่นมั่นของจียงที่มีต่อคอนเสิร์ตครั้งนี้
การประชุมใช้เวลาพักใหญ่ๆ แต่จียงก็ไม่ดูเหนื่อยแม้แต่น้อย
บางทีวลีที่ว่า 'Firing away' อาจจะถูกใช้ในสถานการณ์แบบนี้ก็ได้?
 
 

มีอีก 2 สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจมากระหว่างมองดูเขาระหว่างการประชุม
อย่างแรกก็คือ การบันทึกสิ่งที่คุยกันในที่ประชุมของจียง
ตอนที่ฉันเปรียบเทียบสมุดของฉัน(ที่ฉันอ่านมันไม่ออกด้วยซ้ำ)กับของจียง
มันทำให้ฉันอยากจะปิดสมุดของตัวเองลงไปเลย
เขาเขียนเนื้อหาสาระจากการประชุมอย่างเป็นระเบียบและชัดเจน
ฉันแปลกใจมากที่การประชุมอันยาวนานแบบนี้จะสามารถสรุปทั้งหมดลงไปในกระดาษหน้าเดียวได้ยังไง
ฉันเคยได้ยินว่าเขาเป็นพวกเพอร์เฟคชั่นนิส และแม้แต่การเขียนของเขา ก็ยังต้องเพอร์เฟคเช่นกัน
"เอ่อ...ฉันขอดูได้มั้ย?"
จียงหัวเราะเบาๆ แล้วส่งสมุดของเขามาให้ฉันโดยปราศจาคคำพูดใดๆ

[Trans] E-Talk with Shaun Evaristo

E-Talk with Shaun Evaristo

March 14, 2010  by Lyna
 
 Part 1 : “Dancing makes me Feel Good.”
 

 
     สวัสดี ฉันลีน่า ก่อนหน้านี้เราได้เคยสัมภาษณ์ Aimee Lee Lucas ไปแล้ว แดนซ์เซอร์หลักของ YG Entertainment ถ้าคุณยังไม่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเธอ คลิ๊กที่นี่เลย
     โอเค ตอนนี้ฉันจะนำคุณไปหาอีกบุคคลหนึ่งผู้ซึ่งมักจะทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้เสมอ ถ้าคุณเป็นแฟนคลับของ YG Family คุณต้องเคยได้ยินชื่อของเขาจนนับไม่ถ้วน ในโลกของ KPOP โดยเฉพาะในอนาณาจักรของ YG เขาถูกรู้จักในฐานะนักออกแบบท่าเต้น จะเป็นใครไปได้อีกนอกจาก Shaun Evaristo
     ชอน เป็นที่รู้จักกันดีเรื่องการออกแบบท่าเต้นต่างๆที่ไม่เหมือนใคร ความสำเร็จของเขารวมไปถึงการทำงานกับบุคคลที่มากความสามารถระดับโลกอย่าง โอมาเรียน และ วาเนสซ่า ฮัดเจนส์
     ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะได้มีโอกาสพูดคุยกับบุคคลสุดเจ๋งอย่างเขา ฉันดีใจมากจริงๆที่ชอนให้โอกาสนี้ จากคำตอบของเขาทำให้ฉันพบว่าเขาเป็นคนที่น่าทึ่งมาก ไม่ใช่แค่ในฐานะศิลปิน แต่ในฐานะมนุษย์คนนึง และฉันแน่ใจว่าคุณก็จะรู้สึกแบบเดียวกัน อย่ามัวแต่รอรีอะไรอยู่ ไปพบกับบทสัมภาษณ์ของเขากันเลย

อะไรคือ 'การเต้น' และ 'การออกแบบท่าเต้น' สำหรับคุณ?
    
     การเต้นคือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ออกมาโดยธรรมชาติเวลาผมได้ยินดนตรีที่ สามารถดึงดูดผมได้ มันเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกดี และเป็นการแสดงความรู้สึกที่ผมมีตอนนั้นผ่านร่างกาย การออกแบบท่าเต้นสำหรับผม คือการจินตนาการที่มาจากดนตรีที่ได้ฟัง อารมณ์ที่รู้สึก และการเคลื่อนไหวที่ผมตัดสินใจจะใช้มันสำหรับการแสดงอารมณ์นั้นๆ

อะไรจุดประกายตัวคุณให้เลือกที่จะเต้น? หรือใครที่เป็นแรงบันดาลใจในการเต้นของคุณ?
    
     ตอนช่วงวัยรุ่นผมได้เห็นอะไรมากมายที่ทำให้ผมอยากจะเต้น Music videos, นักร้องเพลงป๊อป, เพลง Hiphop R&B Pop แม้แต่คนที่เต้นใน TV ก็ตาม ตอนที่ผมเห็นพวกเขา ผมบอกกับตัวเองว่า 'ฉันอยากจะทำแบบนั้นบ้าง' , 'ฉันทำแบบนั้นได้น่า' แล้วผมก็ลองเต้นดูครับ ตอนแรกมันก็ไม่ได้เป็นการฝึกอย่างเป็นทางการเท่าไหร่
     เรื่องของแรงบันดาลใจในการเต้นนั้น ก่อนหน้านี้ก็คงจะเป็น mindtricks, mind over matter, 3 muskee , chain reaction ในช่วงที่ผมอยู่ที่ bay area ผมเติบโตมากับการดูพวกเขาเหล่านั้นครับ แน่นอนว่ามิวสิควิดีโอของศิลปินที่อย่าง MJ , JJ , Usher,B2K, Nsync ก็ด้วย ส่วนในเรื่องของนักออกแบบท่าเต้นที่เป็นแรงบันดาลใจก็ต้อง Marty Kudleka และ Jayson Wright แน่นอนอยู่แล้ว ในทุกวันนี้เพื่อนหลายคนของผมเค้าน่าทึ่งมาก อย่างเช่น  Jillian Meyers, Lyle Beniga, Dmoe Gomez, Mischa Gabriel, Nick Bass, Tony Testa, AJ. และอีกเยอะเลย!


วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

[Star Diary] แทยัง 10 “ผมอยากเป็นนักร้องที่มีอะไรในตัว มากกว่าเป็นนักร้องยอดนิยม”




บทสุดท้ายของการสัมภาษณ์แทยังในซีรีย์นี้



เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันนุ่มนวล และทุ่มเทพลังใจทั้งหมดบนเวที นักร้องที่เชื่อใจได้อย่างแทยัง เขามีความฝันอะไรกันนะ


"ผมไม่รู้นะครับว่าความฝันนี้ของผมมัน ยิ่งใหญ่หรือว่าเล็กน้อย แต่ผมต้องการยืนอยู่บนเวทีให้ได้นานที่สุด และผมจะแสดงอย่างเต็มที่ตลอดไป"


มันอาจจะดูเป็นความฝันง่ายๆ แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายความภาคภูมิของการเป็นนักร้อง หากเขามาถึงจุดนี้ได้โดยมองแต่ข้างหน้า ตอนนี้เขาคงมีเวลามองไปรอบๆ บ้างแล้ว

"ก่อนนี้ผมเคยอยากเป็นใครบางคนที่ใครๆก็จำได้ ผมอยากยืนบนเวทีระดับโลกแล้วได้ยินผู้ชมพูดถึงผมว่า "คนนั้นเจ๋งจังเลย" ผมก็ยังอยากเป็นแบบนั้นนะครับ แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดแล้วว่า ผมแค่อยากแสดงให้เต็มที่เท่านั้น เพราะถ้าผมแสดงแบบนั้น ผมก็สามารถเป็นคนที่เจ๋งที่สุดสำหรับบางคนได้"

[Star diary] แทยัง 9 “เมื่อความเจ็บปวดสิ้นสุด...ก็ได้เวลาสำหรับของขวัญ”



จริงหรือที่ความเจ็บปวดจำเป็นสำหรับการก่อเกิดสรรพสิ่ง?


ผลลัพธ์จากความเจ็บปวดที่แทยัง (อายุ 23 ชื่อจริงทง ยองเบ) ได้รับหลังจากทนมาตลอดทั้งปีที่แล้วกำลังจะมา นั่นก็คืออัลบั้มเต็มชุดแรก "ผมทำงานจนเกือบถึงวินาทีสุดท้ายแล้วครับ เหลือแต่เลือกเพลงที่ดีที่สุดออกมาเท่านั้น ดูเหมือนจะมีเพลงมากกว่า 10 เพลงในอัลบั้มนี้ครับ"


ปีที่แล้วเขาต้องทนทรมานอย่างมากในการเตรียมอัลบั้มนี้ การต้องทำทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่ม ไปด้วยทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ


เขาต้องผ่านพ้นช่วงเวลาอันเจ็บปวดยาวนานเพื่อให้ได้อัลบั้มที่น่าพอใจ

[Star diary] แทยัง 7 “ปีนี้ผมอยากมีแฟนกับเขาสักที”


เพราะเป็นคนขี้อาย แทยัง (อายุ 23 ชื่อจริง ทง ยองเบ) ยังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที


"ปีนี้ผมอยากมีแฟนกับเขาสักทีครับ ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ถ้าผมแก่ไปกว่านี้ คงหาแฟนไม่ได้แน่ๆ"



แทยังมีคู่รักที่เขาอิจฉามากอยู่คู่ หนึ่ง นั่นก็คือ Sean และ จอง ฮเยยอง เขาบอกว่าเมื่อเขาเห็นชีวิตที่มีความสุขของ Sean เขาก็คิดว่า "ผมก็อยากมีชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน"

"ผมคิดว่าคงราวสามเดือนก่อน ผมไปบ้านพี่ Sean ตอนพี่เขาชวนทานอาหารเย็น ตอนที่ผมกิน ผมเห็นพี่ฮเยยองกับฮาอึม ฮารัง แล้วก็ฮายุล ตอนนั้นความรู้สึกมันตีรวนขึ้นมาเลย"

[Star diary] แทยัง 6 “ผมมาทำอะไรบนเวทีเนี่ย?”


ปี 2009 เป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับแทยัง (อายุ 23 ชื่อจริง ทง ยองเบ) เพราะต้องทำกิจกรรมในฐานะบิ๊กแบงในญี่ปุ่น และเตรียมอัลบั้มเดี่ยวของตัวเขาเอง เขาต้องเหนื่อยมากยิ่งขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ


"ผมรู้สึกเหมือนปีที่แล้วว่างเปล่าหาย ไปจากชีวิตเลยครับ มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความกังวล บางทีอาจจะเป็นเพราะมันเป็นปีที่สามในฐานะศิลปินของผม"


สำหรับเขา มันมักเป็นหน้าที่ที่ต้องยืนบนเวที ต้องร้องเพลงบนเวทีที่ไม่กระตือรือร้น ทำให้เขาหมดแรง และเครียดมาก

[Star diary] แืทยัง 5 “ได้ทำงานเดี่ยวให้ความรู้สึกเหมือนไปแบ๊คแพคเลยครับ”

 


แทยัง (อายุ 23 ชื่อจริงทง ยองเบ) ได้เดบิวเป็น บิ๊กแบง ในที่สุดหลังจากเป็นเด็กฝึกมาอย่างทรหด เขาสามารถให้ความบันเทิงในการแสดงต่อหน้าสาธารณะชน แต่ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจลึกๆ


"บอกตามตรงนะครับ ผมกังวลหลายเรื่องหลังจากเดบิว เพราะจริงๆ แล้วผมชอบ "Black Music" มาตั้งแต่เด็ก และคิดว่าสักวันคงได้ทำแบบเดียวกับศิลปินที่ผมชื่นชอบ ผมมีความฝันแบบนั้นเสมอครับ แต่พอได้เป็นวงไอดอล ผมต้องทำตัวให้ "เป็นที่นิยม" แล้วก็ต้องทำกิจกรรมกับดนตรีที่ผมไม่เคยคิดว่าจะร้องมาก่อนเลยด้วย ผมก็เลยสับสนอยู่พักหนึ่งครับ"

[Star diary] แทยัง 4 “ผมเคยทะเลาะกับจี-ดรากอนแค่ครั้งเดียว”


แทยัง (อายุ 23 ชื่อจริง ทง ยองเบ) และจี-ดรากอน (อายุ 23 ชื่อจริง ควอน จียง) อยู่เคียงข้างกันมา 10 ปีแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็กฝึก จู่ๆ ฉันก็เกิดสงสัย ว่าระหว่างสองคนนี่มีการชิงดีชิงเด่นกันบ้างหรือเปล่านะ? สองคนนี้เคยทะเลาะกันหรือเปล่านะ?


"เราเคยทะเลาะกันหนหนึ่งครับ ตอนที่เล่นบาสด้วยกัน..."

[Star diary] แทยัง 3 “ช่วงเวลาที่เป็นเด็กฝึก กับฤดูร้อนที่สดใสเป็นพิเศษ”


เด็กชายแทยังอายุ 12 ขวบ (ตอนนี้อายุ 23 ชื่อจริง ทง ยองเบ) ได้เป็นเด็กฝึกของ YG เอนเตอร์เทนเมนท์ในที่สุด หากมองย้อนกลับไป ตอนที่เป็นเด็กฝึกเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขน่าดูสำหรับเขา “ผมคิดว่าทุกคนคงคิดว่าทุกอย่างจะต้องเศร้าในช่วงที่เป็นแค่เด็กฝึก เพราะเราทำอะไรมากไม่ได้”


เขามีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักร้อง เพราะเขารักดนตรีอย่างเหลือเกิน ด้วยเหตุนั้นเขาจึงสามารถกล้ำกลืนความกังวลทั้งหมดเอาไว้ได้ “เราฝึกกันทั้งๆ ที่กังวลอย่างมาก เพราะเราฝึกตลอดเวลาโดยไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าเราจะได้เดบิว”


แต่ไม่มีช่วงเวลาไหน ที่เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนานเท่ากับช่วงเวลาที่เป็นเด็กฝึกอีกแล้ว เขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ทุกวัน ทุกวัน เต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเขาจะได้ทำทุกอย่าง


“ไม่นานมานี้ผมคุยกับจียง (จี ดรากอน) ว่าตอนเป็นเด็กฝึกพวกเรามีความสุขกันแค่ไหน เราไม่ไ่ด้มีเวลามากนักในตอนนั้น แต่บางที ประธานของเราก็จะให้เงินเราหมื่นวอน ซึ่งดูเป็นเงินที่เยอะมากสำหรับพวกเราในตอนนั้น เราก็จะมานั่งคิดกันว่า เราจะเอามันไปใช้ทำอะไรดีน้า แทนที่จะคิดประหยัดเอาไว้ ทุกสิ่งที่เราทำในตอนนั้นมันสนุกไปหมดเลยครับ”


[Star diary] แทยัง 2 “ของขวัญวันเกิดอายุ 12 ที่ผมให้กับตัวเองคือ...”


แทยัง (อายุ 23 ชื่อจริง ทง ยองเบ) รักดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก แต่เพราะต้องไปอยู่กับญาติ เขาจึงถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนสอนการแสดงแทน


“อาจจะเป็นเพราะสมัยนั้นโรงเรียนสอนการแสดงได้รับความนิยมมากก็ได้ครับ ญาติๆ ของผมก็ไปเรียนที่นั่นกัน ผมก็เลยได้ไปด้วย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำเลย”


ถึงแม้เขาจะไม่เคยสนใจโรงเรียนการแสดง แต่เป็นเพราะที่นี่ ที่ทำให้เขามีโอกาสได้เป็นนักร้อง ช่วงที่เขาเรียนที่โรงเรียนการแสดงนี่เอง ที่เขาได้ร่วมถ่ายมิวสิควิีดีโอของ Jinusean เป็น “Little Sean”

[Star diary] แทยัง 1 “ผมคลายความเหงาด้วยการฟังวิทยุ”



นักร้องที่พูดจานุ่มนวลเยือกเย็น นิสัยอ่อนน้อม และน้ำเสียงที่มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ ฉันได้พบกับ แทยังแห่ง Big Bang (ชื่อจริง ทง ยองเบ) ผู้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนแม้จะได้พบเพียงครั้งเดียว แทยัง ที่มีดวงตาที่ยิ้มอย่างอายๆ นั้นน่าประทับใจมาก เขาดูตื่นเต้นก่อนจะได้ออกอัลบัลเต็มของตัวเอง เขาได้แสดงเสน่ห์ของเขาในการงานโซโลครั้งสุดท้ายไปแล้ว แต่นั่นเป็นแค่การอุ่นเครื่องสำหรับอัลบัมเต็มที่กำลังจะตามมา


แทยังบอกว่า ปีที่แล้วเขารู้สึกหดหู่นิดหน่อย แต่เขาคาดว่าจะได้แสดงสิ่งใหม่ๆ หลายอย่างที่เขาเตรียมไว้ในปีนี้



ฉันเคยได้ยินมา ว่ามีเด็กชายคนหนึ่ง ที่ต้องทนกับความเหงา ด้วยการฟังวิทยุในช่วงวัยเด็ก เขาเติบโตมาเป็นนักร้องที่ให้ความบันเทิงกับผู้คนมากมาย แม้จะมีความกังวลมาตลอด เขาก็แบ่งปันความฝันอันงดงามของตน



“Star Diary” ของแทยัง จะเริ่มต้นที่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 10 (หมายเหตุผู้เขียน)

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

[Trans] Exclusive Chat Interview with Aimee Lucas

Exclusive Chat Interview

with Aimee Lucas

by Lyna (January 20, 2010)
 
 
     เธอคือผู้หญิงคนนึงที่ได้รับความสนใจจากแฟนๆของ YG family ทั่วโลก ตั้งแต่มิวสิควีดีโอของ Big Bang 'Number 1' จนถึงคอนเสิร์ตแรกของแทยัง และอื่นๆ อีกมายมาก เมื่อช่วงไม่นานมานี้ เธอเพิ่งได้ขึ้นแสดงโชว์ร่วมกับ G-Dragon ในคอนเสิร์ตแรกของเขา 'Shine a light' พูดขนาดนี้แล้วถ้าคุณยังนึกไม่ออกก็น่าเสียดายจริงๆ ฮ่าฮ่า งั้นก็อ่านต่อไปเรื่อยๆ เผื่อจะนึกออก
     โดยทั่วไปแล้วพวกเรารู้จัก Aimee Lee Lucas จากความสามารถในการเต้นของเธอ แต่คุณเคยสงสัยมั้ยว่าอะไรคือเบื้องหลังของผู้หญิงที่แสนเซ็กซี่กับสามารถทางการเต้นที่ไม่น่าเชื่อเช่นนี้? เอาล่ะ ไม่ต้องพูดให้มากความ ไปรู้จักเธอให้มากกว่านี้กันเลยดีกว่า

Lyna : สวัสดีเอมี่ ฉันชื่อลีน่านะ ^_^
Aimee : Hi!
Lyna : คุณเป็นยังไงบ้าง?
Aimee : ก็สบายดี ขอบคุณค่ะ
Lyna : งั้นเริ่มคำถามแรกเลยแล้วกัน นอกจากการเต้นแล้ว คุณทำอะไรอีก? หมายถึงงานอดิเรกอย่างอื่นน่ะ
Aimee : ปกติแล้วฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับบัดดี้~ ในวันว่างของฉันก็หมดไปกับการปั่นจักรยานไปที่สวนสาธารณะ ฉันผูกเขาไว้กับสะโพกขวาน่ะ! นอกจากนั้นก็เพิ่งเริ่มเเรียนมวยไทยที่โรงเรียนที่อยู่ตรงข้ามบ้าน แล้วก็พยายามเพิ่มคลาสเรียนเต้นด้วย อย่างเช่นบัลเลต์ บางครั้งฉันก็ไปปีนเขากับเพื่อนบ้าง ไม่งั้นก็ดูทีวีอยู่บ้าน แม้ว่าฉันจะไม่ใช่แม่ครัว แต่ช่องโปรดของฉันก็เป็นช่องเกี่ยวกับการทำอาหารนี่แหละ
Lyna : ใครคือบัดดี้คะ? สัตว์เลี้ยงของคุณเหรอ
Aimee : บัดดี้ก็คือยอร์กกี้ตัวน้อย!! (เอมี่หมายถึงสุนัขพันธ์ Yorkshire Terrier) ใน Facebook ของฉันมีรูปเขาเยอะแยะไปหมด!
Lyna : โอ้ว ฉันเคยเห็นมันนะ ^_^
 

[Trans] ความคิดในหัวเยือกเย็น ทว่าใจเร่าร้อน


Zero pretensions. 100% Real.

 
       ....ราวกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านเทือกเขา... 
 
     TaeYang รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเสียใจ 'ไม่ต้องรีบเร่งแต่ก็อย่าลังเลที่จะทำมัน' การแสดงอย่างโดดเดี่ยวของเขานั้นได้พูดแบบนั้นกับเรา นี่เป็นการสัมภาษณ์ของ A GQ กับ 'แทยัง' ไอดอลที่มีทั้งความจริงใจและสัญชาตญาณในตัว
     'Teayang' สำหรับเรา เป็นไอดอลที่ไม่ธรรมดาเลย เขาน่าประทับใจมาก และพร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับอัลบั้ม 'Real' สิ่งที่จำกัดความถึงตัวเขาเอง ตอนที่แทยังถามเราว่า 'ผมแค่เป็นตัวของตัวเองใช่มั้ยครับ?' เรารับรู้ได้ว่ามันเป็นความรู้สึกจากใจของเขาจริงๆ ไอดอลที่ไหนเค้าจะมาถามคำถามนี้กัน? 
     เครื่องดื่มสักหน่อยมั้ย? เบียร์เป็นไง?
  
     "ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์จริงๆครับ"


     ชอบหน้าหนาวรึเปล่า? อย่างอากาศอย่างวันนี้

     "ชอบครับ เพราะผมจะได้ใส่เสื้อผ้าหลายๆชั้น แล้วเพลงโปรดของผมเกือบทั้งหมดก็มักจะเหมาะกับหน้านี้นะ ผมชอบความรู้สึกที่อบอุ่นน่ะครับ สงบเงียบ เช่นเพลงจังหวะกลางๆแบบนี้ ช่วงนี้ผมฟังเพลง Slow Motion ของ Karina บ่อยมาก แล้วก็เพลงเก่าๆของ Michael Jackson"

     จำได้มั้ย หลังจากที่เราเคยสัมภาษณ์คุณไปในฐานะ 'Men of the Year' ไปเมื่อปีที่แล้ว คุณสัญญาว่าจะกลับมาพบกับเราอีกครั้งถ้าคุณได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ?

     "(หัวเราะ) จริงๆ ผมอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆนะครับในปี 2009 แต่รู้สึกว่าผมจะไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมเลย เพราะไม่ค่อยมีเวลาน่ะครับ"

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

[Trans] TOP: Vogue Korea : The lively man

Vogue Korea : May 2010
 
      ใบหน้าใสซื่อราวกับเด็กน้อยของเขาที่ทุกคนไม่เคยพบ จะถูกฉายให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องของแรกของเขา Into the Fire แร็ปเปอร์หนุ่มที่ทุกคนเคยเห็น การแร็ปฟรีสไตล์พร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทได้สร้างโอกาสให้เขาก้าวขึ้นไปอีกขั้นในวงการ นั่นคือการแสดงภาพยนตร์

     หมอกหนาจัดกำลังลอยตัวท่ามกลางป่าทึบเขียว เสียงกลองที่แว่วลอยมา ในโลกทีแปลกปลอมและโดดเดี่ยวเช่นนี้ สันติภาพที่บิดเบี้ยวได้พังลงแล้วที่นี่ 'ดังกระหน่ำ' นี่เป็นคำเดียวที่จะจำกัดความเสียงนี้ได้โดยออสการ์ ตัวละครในนิยายของ Gunter Gras. 'บทสนทนาของแมลงเม่าและหลอดไฟ' เป็นอาวุธเดียวที่ทำให้ความอ่อนแอสามารถต่อสู้กับโลกที่โหดร้ายนี้ได้

     ท็อปยืนตีกลองอยู่เงียบๆ สันคางที่โดดเด่นออกมานั้นเผยชัดถึงความเป็นหนุ่ม รอยย่นระหว่างคิ้วที่แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ ริมฝีปากเม้มปิดแน่น แต่นัยน์ตาสีดำสนิทของเขายังคงไม่ปิดลงตามไป แววตาของเขาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเลียนแบบได้เลยจริงๆ

     "ผมคิดว่าเพราะความคิดของผมมันค่อนข้างซํบซ้อนกว่าคนอื่น ตอนที่เด็กคนอื่นกำลังวิ่งเล่นในสนาม ผมจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเองที่บ้าน ตั้งแต่เด็กแล้วครับ การแต่งเพลงและการแร็ปเป็นของเล่นชิ้นเดียวของผม ความอ้างว้างและเด็ดเดี่ยวกลายมาเป็นเหมือนพลังให้กับผมที่สะสมเอาไว้เรื่อยๆ และมันจะออกมาในเวลาที่ผมต้องการจะใช้ ตอนที่ผมขึ้นไปอยู่บนเวทีครั้งแรก ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีตรงนั้น แต่ก็ไม่เคยชะล่าใจนะครับ ผมไม่เคยใช้มันไปกับสิ่งไร้สาระ"

     สำหรับเขา เหตุผลที่ท็อปเลือก Into the Fire เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขานั้นง่ายมาก
     "มันเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอย่างไม่มีเหตุผล ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีผมน่ะครับ"

     หลังจากได้เห็นท็อปในชุดสูท กำลังร้องเพลงเดี่ยวของเขาในคอนเสิร์ตเดี่ยวของบิ๊กแบง จางแทวอง ตัวแทนบริษัทก็ส่งบทให้เขาทันที มันเป็นบทหนังเรื่อง Into the Fire เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่น่าเศร้าจากโปฮัง (สิงหาคม 1950) ที่ถูกเล่าผ่านสายตาของเด็กหนุ่มอายุ 17 ภาพยนต์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากจดหมายหนึ่งร้อยฉบับที่ถูกส่งมาจากนักเรียนทหาร ลีวูกึน ถึงแม่ของเขา ท็อปจะเล่นในบทของโอจางบอม นักเรียนทหารผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมดในเรื่องนี้

     "แม่ครับ ผมฆ่าคน" เขาเริ่มจดหมาย

     "ผมคิดไม่ออกเลย อะไรบางอย่างแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แฟนๆที่เด็กกว่าผมเข้าใจแค่ว่าเป็นบทของนักเรียนทหารที่เป็นส่วนหนึ่งของของเรื่องนี้เท่านั้น ผมอยากจะบอกความจริงของประวัติศาสตร์ เหตุผลที่ผมแร็ปและทำเพลงฮิพฮอพมาตั้งแต่เด็ก ก็เพราะว่าผมอยากจะบอกเรื่องราวของผม ในยุคที่นักร้องไอดอลมีมากมายแบบนี้ ผมควรทำบางอย่างที่มีความหมายมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขา" ท็อปเขียนลงไปในกระดาษ ราวกับว่าเขาเป็นโอจางบอมในยุคปัจจุบัน